16 มกราคม 2563

ฉัปปาณสูตร - กายคตาสติ เป็นเสาหลักเสาเขื่อนอย่างดีของจิต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุรุษผู้มีตัวเป็นแผล มีตัวเป็นพุพอง พึงเข้าไปสู่ป่าหญ้าคา ถ้าแม้หน่อหญ้าคาพึงตำเท้าของบุรุษนั้น ใบหญ้าคาพึงบาดตัวที่พุพอง บุรุษนั้นพึงเสวยทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการตำและการบาดนั้นเป็นเหตุ โดยยิ่งกว่าประมาณ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ในบ้านก็ดี อยู่ในป่าก็ดี ย่อมได้บุคคลผู้กล่าวท้วงว่า ท่านผู้นี้แล กระทำอย่างนี้ มีสมาจารอย่างนี้ เป็นหนามแห่งชาวบ้านผู้ไม่สะอาด เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นหนามแห่งชาวบ้านผู้ไม่สะอาดนั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล 

ภิกษุรู้แจ้ง อย่างนี้แล้ว พึงทราบอสังวรและสังวร ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อสังวร ย่อมมีอย่างไร 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว 
ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง 
ภิกษุฟังเสียงด้วยหูแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในเสียงอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในเสียงอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง
ภิกษุดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในกลิ่นอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในกลิ่นอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง 
ภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในรสอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในรสอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง 
ภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในโผฏฐัพพะอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในโผฏฐัพพะอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง
ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว 
ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่า นั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิด ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น 
คือ จับงู จรเข้นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น 
ครั้นแล้วพึงขมวดปมไว้ตรงกลางปล่อยไป 
ทีนั้นแล สัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกันเหล่านั้น พึงดึงมาหาโคจรและวิสัยของตนๆ 
งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวก 
จรเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงน้ำ 
นกพึงดึงมา ด้วยคิดว่าเราจักบินขึ้นสู่อากาศ 
สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าบ้าน 
สุนัขจิ้งจอกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักไปสู่ป่าช้า 
ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก 
เมื่อนั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดมีกำลังมากกว่าสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นพึงอนุวัตรคล้อยตามไปสู่อำนาจแห่ง สัตว์นั้น แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ได้อบรม ไม่กระทำให้มากซึ่งกายคตาสติก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
จักษุย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
หูย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในเสียงอันเป็นที่พอใจ เสียงอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
จมูกย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในกลิ่นอันเป็นที่พอใจ กลิ่นอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
ลิ้นย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรสอันเป็นที่พอใจ รสอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
กายย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในโผฏฐัพพะอันเป็นที่พอใจ โผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
ใจย่อมฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อสังวรย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังวรย่อมมีอย่างไร 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในรูปอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ภิกษุฟังเสียงด้วยหูแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในเสียงอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในเสียงอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริงภิกษุดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในกลิ่นอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในกลิ่นอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริงภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในรสอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในรสอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริงภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในโผฏฐัพพะอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในโผฏฐัพพะอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง
ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ 
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจร ต่างกัน 
คือ พึงจับงู จรเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงผูกไว้ที่หลักหรือที่เสาอันมั่นคงทีนั้นแล 
สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน พึงดึงมาสู่โคจรและวิสัยของตนๆ คือ 
งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวก
จรเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงแม่น้ำ 
นกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักบินขึ้นสู่อากาศ 
สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปบ้าน 
สุนัขจิ้งจอกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าสู่ ป่าช้า 
ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิด เหล่านั้นต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก 
เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนแนบ นั่งแนบ นอนแนบ หลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอบรม กระทำให้มาก ซึ่งกายคตาสติ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
จักษุย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล 
หูย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในเสียงอันเป็นที่พอใจ เสียงอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
จมูกย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในกลิ่นอันเป็นที่พอใจ กลิ่นอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
ลิ้นย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในรสอันเป็นที่พอใจ รสอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
กายย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในโผฏฐัพพะอันเป็นที่พอใจ โผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
ใจย่อมไม่ฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจ ธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังวรย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังวรย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
คำว่า หลัก หรือ เสาอันมั่นคงนั้น เป็นชื่อของกายคตาสติ 
เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า 
กายคตาสติ เราทั้งหลายจักอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ 

จบสูตรที่ ๑๐
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๔๖ - ๓๕๐

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น