แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุปายาส แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อุปายาส แสดงบทความทั้งหมด

12 กุมภาพันธ์ 2563

อัตตทีปสูตร - ว่าด้วยการพึ่งตนพึ่งธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อเธอทั้งหลายจะมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่ จะต้องพิจารณาโดยแยบคายว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ 
ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย 
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า 
ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม 
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย 
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ 
ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม 

ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีรูป ๑  
ย่อมเห็นรูปในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในรูป ๑ 
รูปนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะรูปแปรไปและเป็นอื่นไป. 

ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน  ๑ 
ย่อมเห็นตนมีเวทนา ๑  
ย่อมเห็นเวทนาในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในเวทนา ๑ 
เวทนานั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะเวทนาแปรไปและเป็นอื่นไป.  

ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน  ๑ 
ย่อมเห็นตนมีสัญญา ๑  
ย่อมเห็นสัญญาในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในสัญญา ๑ 
สัญญานั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะสัญญาแปรไปและเป็นอื่นไป.  

ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตน  ๑ 
ย่อมเห็นตนมีสังขาร ๑  
ย่อมเห็นสังขารในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในสังขาร ๑ 
สังขารนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะสังขารแปรไปและเป็นอื่นไป.  

ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ 
ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ 
ย่อมเห็นในมีวิญญาณ ๑ 
วิญญาณนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะวิญญาณแปรไปและเป็นอย่างอื่นไป.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เมื่อภิกษุรู้ว่ารูปไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
รูปในกาลก่อนและรูปทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ จึงไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เมื่อภิกษุรู้ว่า 
เวทนาไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
เวทนาในกาลก่อน และเวทนาทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.  

สัญญาไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
สัญญาในกาลก่อน และสัญญาทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.  

สังขารไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
สังขารในกาลก่อน และสังขารทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.  

วิญญาณไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
วิญญาณในกาลก่อน และวิญญาณทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น. 
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๘๗ - ๘๘

8 มกราคม 2563

ติสสสูตร - ว่าด้วยปัจจัยให้เกิดและไม่ให้เกิดโสกะ

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านติสสะผู้เป็นโอรสของปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาค บอกแก่ภิกษุหลายรูปว่า อาวุโสทั้งหลาย กายของข้าพเจ้า เป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ แม้ทิศทั้งหลาย ย่อมไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า แม้ธรรมทั้งหลาย ก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า ถีนมิทธะ ย่อมครอบงำจิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ และความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดมีแก่ข้าพเจ้า.

ดูกรภิกษุ 
เธอจงไปเรียกติสสภิกษุตามคำของเราว่า ท่าน ติสสะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน 

ภิกษุนั้นรับพระดำรัสแล้ว เข้าไปหาท่านติสสะถึงที่อยู่แล้ว บอกแก่ท่านติสสะอย่างนี้ว่า ท่านติสสะ พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน. ท่านพระติสสะรับคำภิกษุนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามท่านพระติสสะว่า 

ดูกรติสสะ 
ทราบว่า เธอได้บอกแก่ภิกษุหลายรูปว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย กายของข้าพเจ้าเป็นดุจภาระอันหนักโดยแท้ ฯลฯ และ ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย ย่อมเกิดมีแก่ข้าพเจ้า จริงหรือ? 

ติ. จริงอย่างนั้นพระเจ้าข้า.
     
ดูกรติสสะ 
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมบังเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะเยอทะยานในรูป เพราะความที่รูปนั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ใช่ไหม? 

ติ. ใช่ พระเจ้าข้า. 

ดีละๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ สำหรับบุคคลผู้ไม่ปราศจากความกำหนัดในรูป. 

ดูกรติสสะ 
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะเยอทะยาน ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เพราะวิญญาณ นั้นแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ใช่ไหม? 

ติ. ใช่ พระเจ้าข้า. 

ดีละๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ สำหรับบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัดในวิญญาณ. 

ดูกรติสสะ 
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรักใคร่ ความกระหาย ความเร่าร้อน ความทะเยอทะยานในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะความที่วิญญาณแปรปรวนเป็นอย่างอื่นไป ใช่ไหม? 

ติ. ไม่ใช่อย่างนั้น พระเจ้าข้า. 

ดีละๆ ติสสะ ก็ข้อนี้ย่อมเป็นอย่างนี้ สำหรับบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัดในวิญญาณ. 

ดูกรติสสะ 
เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ติ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ 

เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ติ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า ฯลฯ 

เพราะเหตุนั้นแล ติสสะ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก.

ดูกรติสสะ 
เปรียบเหมือน มีบุรุษ ๒ คน คนหนึ่งไม่ฉลาดในหนทาง คนหนึ่งฉลาดในหนทาง บุรุษคนที่ไม่ฉลาดในหนทางนั้น จึงถามทางบุรุษผู้ฉลาดในหนทาง บุรุษผู้ฉลาดในหนทางนั้น พึงบอกอย่างนี้ว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ท่านจงไปตามทางนี้แหละสักครู่หนึ่งแล้วจักพบทาง ๒ แพร่ง ในทาง ๒ แพร่งนั้น ท่านจงละทางซ้ายเสีย ถือเอาทางขวาไปตามทางนั้นสักครู่หนึ่งแล้ว จักพบราวป่าอันทึบ ท่านจงไปตามนั้นสักพักหนึ่งแล้ว จักพบที่กลุ่มใหญ่ มีเปือกตม จงไปตามทางนั้นสักครู่หนึ่งแล้ว จักพบหนองบึง จงไปตามทางนั้นสักครู่หนึ่งแล้ว จักพบภูมิภาคอันราบรื่น. 

ดูกรติสสะ 
เรากระทำอุปมานี้แล เพื่อให้เข้าใจเนื้อความ ในข้อนี้มีอธิบายอย่างนี้. 
คำว่าบุรุษผู้ไม่ฉลาดในหนทางนี้แล เป็นชื่อแห่งปุถุชน. 
คำว่าบุรุษผู้ฉลาดในหนทางนี้แล เป็นชื่อแห่งตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. 
คำว่าทาง ๒ แพร่งนี้แล เป็นชื่อแห่ง วิจิกิจฉา. 
คำว่าทางซ้ายนี้แล เป็นชื่อแห่งมรรคผิดอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ มิจฉาสมาธิ. 
คำว่าทางขวานี้แล เป็นชื่อแห่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. 
คำว่าราวป่าอันทึบนี้แล เป็นชื่อแห่งอวิชชา. 
คำว่าที่ลุ่มใหญ่มีเปือกตมนี้แล เป็นชื่อแห่งกามทั้งหลาย. 
คำว่าหนองบึงนี้แล เป็นชื่อแห่งความโกรธและความคับแค้น. 
คำว่าภูมิภาคอันราบรื่นนี้แล เป็นชื่อแห่งนิพพาน. 

เธอจงยินดีเถิด ติสสะ เธอจงยินดีเถิด ติสสะ ตามโอวาทของเราตามความอนุเคราะห์ของเรา ตามคำพร่ำสอนของเรา 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัส พระพุทธพจน์นี้แล้ว ท่านพระติสสะปลื้มใจ ชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคฉะนี้แล. 

 จบ สูตรที่ ๒.
________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๙๔ - ๑๙๗