ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราจักแสดงภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท และภิกษุผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท เธอทั้งหลายจงฟังเถิด
ก็ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างไร ?
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อภิกษุไม่สำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุไม่สำรวมโสตินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในเสียงทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยหู
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุไม่สำรวมฆานินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในกลิ่นทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุไม่สำรวมชิวหินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุไม่สำรวมกายินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในโผฏฐัพพะ(สัมผัส)ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี
ปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก
จิตของภิกษุผู้มีความลำบากย่อมไม่ตั้งมั่น
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทด้วยประการฉะนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร ?
เมื่อภิกษุสำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุสำรวมโสตินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในเสียงทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยหู
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุสำรวมฆานินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในกลิ่นทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุสำรวมชิวหินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น
เมื่อภิกษุมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท
เมื่อภิกษุสำรวมกายินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในโผฏฐัพพะ(สัมผัส)ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง
เมื่อภิกษุสำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ
เมื่อภิกษุมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ
ภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ด้วยประการฉะนี้ ฯ
---------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๑๔๓ - ๑๔๔