แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไตรปิฎกไทย เล่มที่ ๑๘ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระไตรปิฎกไทย เล่มที่ ๑๘ แสดงบทความทั้งหมด

17 เมษายน 2563

ปมาทวิหารีสูตร - ลักษณะของผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราจักแสดงภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท และภิกษุผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท เธอทั้งหลายจงฟังเถิด 

ก็ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างไร ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

เมื่อภิกษุไม่สำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ 
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี 
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี 
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี 
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก 
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น 
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุไม่สำรวมโสตินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในเสียงทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยหู 
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี 
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี 
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี 
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก 
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น 
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง

เมื่อภิกษุไม่สำรวมฆานินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในกลิ่นทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก 
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี 
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี 
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี 
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก 
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น 
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง

เมื่อภิกษุไม่สำรวมชิวหินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น 
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี 
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี 
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี 
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก 
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น 
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุไม่สำรวมกายินทรีย์ จิตย่อมแส่ไปในโผฏฐัพพะ(สัมผัส)ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย 
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี 
เมื่อปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี 
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี 
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก 
จิตของภิกษุผู้มีความลำบาก ย่อมไม่ตั้งมั่น 
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุไม่สำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตย่อมแส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ 
เมื่อภิกษุมีจิตแส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็ไม่มี 
ปราโมทย์ไม่มี ปีติก็ไม่มี 
เมื่อปีติไม่มี ปัสสัทธิก็ไม่มี 
เมื่อปัสสัทธิไม่มี ภิกษุนั้นก็อยู่ลำบาก 
จิตของภิกษุผู้มีความลำบากย่อมไม่ตั้งมั่น 
เมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทแท้จริง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทด้วยประการฉะนี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างไร  ?

เมื่อภิกษุสำรวมจักขุนทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด 
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด 
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ 
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย 
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น 
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุสำรวมโสตินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในเสียงทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยหู 
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด 
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด 
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ 
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย 
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น 
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุสำรวมฆานินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในกลิ่นทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูก 
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด 
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด 
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ 
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย 
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น 
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุสำรวมชิวหินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในรสทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยลิ้น 
เมื่อภิกษุมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด 
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด 
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ 
ภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย 
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น 
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท 

เมื่อภิกษุสำรวมกายินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในโผฏฐัพพะ(สัมผัส)ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย 
เมื่อภิกษุนั้นมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด 
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด 
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ 
ภิกษุผู้มีกายสงบ ก็อยู่สบาย 
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น 
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทแท้จริง 

เมื่อภิกษุสำรวมมนินทรีย์อยู่ จิตก็ไม่แส่ไปในธรรมารมณ์ทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ 
เมื่อภิกษุมีจิตไม่แส่ไปแล้ว ปราโมทย์ก็เกิด 
เมื่อภิกษุเกิดปราโมทย์แล้ว ปีติก็เกิด 
เมื่อภิกษุมีใจเกิดปีติ กายก็สงบ 
ภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว ก็อยู่สบาย 
จิตของภิกษุผู้มีความสุขก็ตั้งมั่น 
เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ธรรมทั้งหลายก็ปรากฏ 
เพราะธรรมทั้งหลายปรากฏ ภิกษุนั้นก็ถึงความนับว่า เป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท ด้วยประการฉะนี้ ฯ

---------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๑๔๓ - ๑๔๔

9 เมษายน 2563

กรรมสูตร - กรรมใหม่ กรรมเก่า และความดับแห่งกรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราจักแสดงกรรมทั้งใหม่และเก่า ความดับแห่งกรรม และปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรม ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็กรรมเก่าเป็นไฉน 

จักษุอันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัย ทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา 
หูอันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัย ทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา  
จมูกอันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัย ทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา 
ลิ้นอันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัย ทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา  
กายอันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัย ทั้งหลายปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา  
ใจอันบัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่า อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เราเรียกว่า กรรมเก่า ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็กรรมใหม่เป็นไฉน 

กรรมที่บุคคลทำด้วย กาย วาจา ใจ ในบัดนี้ นี้เราเรียกว่า กรรมใหม่ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน 

นิโรธที่ถูกต้องวิมุตติ เพราะความดับแห่งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นี้เราเรียกว่า ความดับแห่งกรรม ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรมเป็นไฉน 

อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ คือ 
สัมมาทิฏฐิ ๑ 
สัมมาสังกัปปะ ๑ 
สัมมาวาจา ๑ 
สัมมากัมมันตะ ๑ 
สัมมาอาชีวะ ๑ 
สัมมาวายามะ ๑ 
สัมมาสติ ๑
สัมมาสมาธิ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับกรรม ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรมและปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับกรรม เราได้แสดงแล้วแก่ท่านทั้งหลายด้วยประการดังนี้แล กิจใดแล อันเราผู้ศาสดา ผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์แก่สาวกทั้งหลาย พึงทำ กิจนั้นเราทำแล้วเพราะอาศัยความอนุเคราะห์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่างเปล่า เธอทั้งหลาย จงพยายาม อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนใจในภายหลัง นี้เป็นอนุศาสนีของเรา เพื่อเธอทั้งหลาย ฯ 

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๒๒๗ - ๒๓๑

26 กุมภาพันธ์ 2563

รโหคตสูตร - ว่าด้วยเวทนา

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาสความปริวิตกแห่งใจเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ผู้หลีกเร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา ๓ อย่างนี้ 
ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความ เสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ 
ทรงหมายเอาอะไรหนอ

ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ 

ดูกรภิกษุ 
เรากล่าวเวทนา ๓ นี้คือ 
สุขเวทนา 
ทุกขเวทนา 
อทุกขมสุขเวทนา 
เรากล่าวเวทนา ๓ นี้ 

ดูกรภิกษุ
เรากล่าวคำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์ ดังนี้ 

ดูกรภิกษุ
ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นเองไม่เที่ยง 

ดูกรภิกษุ 
ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นแหละมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ฯ 

ดูกรภิกษุ 
ก็ลำดับนั้นแล เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ 
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ 
เมื่อเข้าทุติยฌานวิตกวิจารย่อมดับ 
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมดับ 
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับ 
เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมดับ ฯ 

ดูกรภิกษุ 
ลำดับนั้นแล เรากล่าวความสงบแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ 
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ 
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมสงบ ฯลฯ 
เมื่อเข้าสัญญา เวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมสงบ ราคะโทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสงบ ฯ

ดูกรภิกษุ 
ปัสสัทธิ ๖ อย่างนี้ คือ 
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ 
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ 
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ 
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลม อัสสาสะปัสสาสะย่อมระงับ 
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุขีณาสพย่อมระงับ ฯ 

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๙๑ - ๓๙๔

25 กุมภาพันธ์ 2563

สัลลัตถสูตร - ความต่างกันระหว่าง ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ และอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ในชน ๒ จำพวกนั้น อะไรเป็นความพิเศษ เป็น ความแปลก เป็นเครื่องทำให้ต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ 

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐานฯลฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ย่อมถึงความงมงาย เขาย่อมเสวยเวทนา ๒ อย่าง คือ เวทนาทางกายและเวทนาทางใจ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนนายขมังธนู พึงยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำ บุรุษนั้นด้วยลูกศรดอกที่ ๒ อีก ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศร ๒ อย่าง คือ ทางกายและทางใจ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อันทุกข เวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไรรำพัน ทุบอกคร่ำครวญ ย่อมถึงความงมงาย เขาย่อม เสวยเวทนา ๒ อย่าง คือเวทนาทางกายและเวทนาทางใจ อนึ่ง เขาเป็นผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมนอนตามเขาผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา เขาเป็นผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเพลิดเพลินกามสุข 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 

เพราะปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้อุบายเครื่องสลัดออกจากทุกขเวทนานอกจากกามสุข และเมื่อเขาเพลิดเพลินกามสุขอยู่ ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นย่อมนอนเนื่อง 
เขาย่อมไม่รู้เหตุเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง 
เมื่อเขาไม่รู้เหตุเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมนอนเนื่อง 
เขาย่อมเสวยสุขเวทนา เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น 
ย่อมเสวยทุกขเวทนา เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวย อทุกขเวทนานั้น 
และย่อมเสวยอทุกขมสุขเวทนา เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ประกอบด้วยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า เป็นผู้ประกอบด้วยทุกข์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฝ่ายอริยสาวกผู้ได้สดับ อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความงมงาย เธอย่อมเสวยเวทนา ทางกายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนนายขมังธนูพึงยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำบุรุษ นั้นด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ผิดไป ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรดอกเดียว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร ไม่รำพันไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความงมงาย เธอย่อมเสวยเวทนาทาง กายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ อนึ่ง เธอย่อมไม่มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมไม่นอนตามเธอผู้ไม่มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา เธอผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลินกามสุข 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

เพราะอริยสาวกผู้ได้สดับนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากทุกขเวทนา นอกจากกามสุข 
เมื่อเธอไม่เพลิดเพลินกามสุข ราคานุสัยเพราะสุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง 
เธอย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง 
เมื่อเธอรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง 
ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น 
ถ้าเสวยทุกขเวทนาย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น 
ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปราศจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ปราศจากทุกข์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้แลเป็นความพิเศษ เป็นความแปลกกัน เป็นเครื่องกระทำให้ต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้ สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ 

อริยสาวกนั้นเป็นผู้มีปัญญา ทั้งเป็นพหูสูต ย่อมไม่เสวยทั้งสุขเวทนา ทั้งทุกขเวทนา 
นี้แล เป็นความแปลกกัน ระหว่างธีรชนผู้ฉลาด กับปุถุชน 
ธรรมส่วนที่น่าปรารถนา ย่อมไม่ย่ำยีจิตของอริยสาวกนั้น ผู้มีธรรมอันรู้แจ้งแล้ว เป็นพหูสูตเห็นแจ้งโลกนี้และโลกหน้าอยู่ ท่านย่อมไม่ถึงความขัดเคืองเพราะอนิฏฐารมณ์ 
อนึ่ง เวทนาเป็นอันตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะอริยสาวกนั้นไม่ยินดีและไม่ยินร้าย 
อริยสาวกนั้นรู้ทางดำเนินอันปราศจากธุลีและหาความโศกมิได้ ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพรู้โดยชอบ ฯ 
______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๖๙ - ๓๗๓

เคลัญญสูตรที่ ๑ - พึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ  
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลานี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ 

ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น 
เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า สุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล 
ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่ 
ย่อมละราคานุสัย ในกายและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ 
ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น 
เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า 
ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัย ปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่ 
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไปความคลายไป ความดับ ความสละคืน ในกายและในทุกขเวทนาอยู่ 
ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ 
อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น
เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา 
ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 
ย่อมละอวิชชานุสัย ในกายและในอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ ฯ 

ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยงไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ 

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน 

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น 

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนา นั้น 

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด 
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด 
ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด 
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด 
ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุด 
ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินจักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ 

_________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๗๔ - ๓๘๑

4 มกราคม 2563

สุขุมสูตร - เปรียบการคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายเหมือนเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เรื่องเคยมีมาแล้ว มีเต่าตัวหนึ่ง เที่ยวหากินอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งก็ได้เที่ยวหากินอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่งในเวลาเย็น เต่าได้แลเห็นสุนัขจิ้งจอกซึ่งเที่ยวหากินอยู่แต่ไกลแล้ว ก็หดอวัยวะ ๕ ทั้งหัว (หดขาทั้ง ๔ มีคอเป็นที่ ๕) เข้าอยู่ในกระดองของตนเสีย มีความขวนขวายน้อย นิ่งอยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกก็ได้แลเห็นเต่าซึ่งเที่ยวหากินอยู่แต่ไกลแล้ว เข้าไปหาเต่าถึงที่แล้ว ได้ยืนอยู่ใกล้เต่าด้วยคิดว่า เวลาใดเต่าตัวนี้จักเหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้น เราจักงับมันฟาดแล้วกัดกินเสีย เวลาใด เต่าไม่เหยียดคอหรือขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา เวลานั้น สุนัขจิ้งจอกก็หมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส จึงหลีกไปจากเต่าฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
มารผู้ใจบาปอันท่านทั้งหลายเข้าใกล้อยู่เสมอๆ แล้วก็คิดว่า บางทีเราจะพึงได้โอกาสทางจักษุ หู จมูก ลิ้น กายหรือใจ ของภิกษุเหล่านี้บ้าง 
เพราะฉันนั้นแล ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว อย่าถือนิมิต อย่าถืออนุพยัญชนะ จงปฏิบัติ เพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์
ฟังเสียง ด้วยหู... 
ดมกลิ่นด้วยจมูก... 
ลิ้มรสด้วยลิ้น... 
ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย...
รู้แจ้งธรรมารมณ์ ด้วยใจแล้ว อย่าถือนิมิต อย่าถืออนุพยัญชนะ จงปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวม แล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษา มนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เวลาใด ท่านทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ เวลานั้นมารผู้ใจบาปก็จักหมดความอาลัย ไม่ได้โอกาส หลีกจากท่านทั้งหลายไป ดุจสุนัขจิ้งจอกหมดความอาลัยหลีกจากเต่า ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ 

ภิกษุผู้มีใจตั้งมั่นในมโนวิตก 
อันตัณหามานะและทิฐิไม่อิงอาศัย 
ไม่เบียดเบียนผู้อื่น 
ดับกิเลสได้แล้ว 
ไม่ติเตียนผู้ใดผู้หนึ่ง 
เหมือนเต่าหดคอและขาอยู่ในกระดองของตน ฉะนั้น ฯ 

________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๒๐ - ๓๒๑

28 ธันวาคม 2562

รถสูตร - อุบายเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ย่อมมากด้วยความสุขโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน และย่อมปรารภอุบายเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย 

ธรรม ๓ ประการ เป็นไฉน ?
คือ ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ รู้ประมาณในโภชนะ ๑ ประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่นอยู่ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย อย่างไร ?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ 
ภิกษุฟังเสียงด้วยหูแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมโสตินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาโสตินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในโสตินทรีย์  
ภิกษุดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมฆานินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาฆานินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในฆานินทรีย์  
ภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมชิวหินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาชิวหินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในชิวหินทรีย์
ภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมกายินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษากายินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในกายินทรีย์ 
ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อความสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะพึงเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นายสารถีฝึกม้าผู้ฉลาด เป็นอาจารย์ฝึกฝนม้า ขึ้นสู่รถม้าอันเทียมแล้ว ซึ่งมีประตักอันวางไว้แล้ว ถือเชือกด้วยมือซ้าย ถือประตักด้วยมือขวา ขับไปทางหน้าก็ได้ ถอยกลับข้างหลังก็ได้ ในถนนใหญ่ ๔ แยก ซึ่งมีพื้นเรียบดี ตามความประสงค์ ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุย่อมศึกษาเพื่อจะรักษา ศึกษาเพื่อจะสำรวม ศึกษาเพื่อจะฝึกฝน ศึกษาเพื่อจะระงับอินทรีย์ทั้ง ๖ เหล่านี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลายอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอย่างไร ?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคาย บริโภคอาหารด้วยมนสิการว่า เราไม่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อความมัวเมา เพื่อจะประดับ เพื่อจะตกแต่ง บริโภคเพียงเพื่อดำรงอยู่แห่งร่างกายนี้ เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไป เพื่อจะกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น การยังชีพให้เป็นไป ความไม่มีโทษและความอยู่สบายจักมีแก่เรา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุรุษพึงฉาบทาผิวกาย ก็เพียงเพื่อต้องการเสพ หรือบุรุษพึงหยอดน้ำมันเพลารถก็เพียงเพื่อต้องการขนสิ่งของไปได้ ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคาย บริโภคอาหารด้วยมนสิการว่า เราไม่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อความ มัวเมา เพื่อจะประดับ เพื่อจะตกแต่งผิว บริโภคเพียงเพื่อดำรงอยู่แห่งร่างกายนี้ เพื่อยังอัตภาพ ให้เป็นไป เพื่อจะกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น การยังชีพให้เป็นไป ความไม่มีโทษและความอยู่สบายจักมีแก่เรา ฉันนั้นเหมือนกัน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้รู้ประมาณใน โภชนะอย่างนี้แล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่อย่างไร ?

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นความดีด้วยการเดิน การนั่ง ในเวลากลางวัน 
พอถึงกลางคืนตอนปฐมยาม ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นความดี ด้วยการเดิน การนั่ง 
ในตอนมัชฌิมยามแห่งราตรี ย่อมสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะทำไว้ในใจซึ่งอุฏฐานสัญญา 
พอถึงปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเครื่องกั้นความดีด้วยการเดิน การนั่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่อย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการนี้ ชื่อว่าย่อมมากด้วยความสุขโสมนัสอยู่ในปัจจุบัน และ ย่อมปรารภอุบายเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯ 


--------------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๑๗ ถึง ๓๑๙