แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นิพพาน แสดงบทความทั้งหมด

17 พฤษภาคม 2563

มารสูตร - ว่าด้วยขันธมาร

ราธะ.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า มาร มาร ดังนี้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล จึงเรียกว่า มาร? 

ดูกรราธะ 
เมื่อรูปมีอยู่ มาร (ความตาย) จึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี 
เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นรูปว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ บุคคลเหล่าใดพิจารณาเห็นรูปนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. 
เมื่อเวทนามีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี 
เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นเวทนาว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ 
บุคคลเหล่าใดพิจารณา เห็นเวทนานั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. 
เมื่อสัญญามีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี 
เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นสัญญาว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ 
บุคคลเหล่าใดพิจารณา เห็นสัญญานั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. 
เมื่อสังขารมีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี 
เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นสังขารว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ 
บุคคลเหล่าใดพิจารณา เห็นสังขารนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. 
เมื่อวิญญาณมีอยู่ มารจึงมี ผู้ทำให้ตายจึงมี ผู้ตายจึงมี 
เพราะฉะนั้นแหละ ราธะ เธอจงพิจารณาเห็นวิญญาณว่า เป็นมาร เป็นผู้ทำให้ตาย เป็นผู้ตาย เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความทุกข์ เป็นตัวทุกข์ 
บุคคลเหล่าใดพิจารณา เห็นวิญญาณนั้นอย่างนี้ บุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นชอบ. 

ราธะ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ความเห็นชอบมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? 

ดูกรราธะ 
ความเห็นชอบมีประโยชน์ให้เบื่อหน่าย. 

ราธะ. ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? 

ดูกรราธะ 
ความเบื่อหน่ายมีประโยชน์ให้คลายกำหนัด. 

ราธะ. ก็ความคลายกำหนัดเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? 

ดูกรราธะ 
ความคลายกำหนัดมีประโยชน์ให้หลุดพ้น. 

ราธะ. ความหลุดพ้นเล่า มีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า? 

ดูกรราธะ 
ความหลุดพ้นมีประโยชน์เพื่อนิพพาน. 

ราธะ. นิพพานเล่ามีประโยชน์อย่างไร พระเจ้าข้า?

ดูกรราธะ 
เธอถามเลยปัญหาไปเสียแล้ว เธอไม่อาจเพื่อถือเอาที่สุดของปัญหาได้. 

ดูกรราธะ 
อันพรหมจรรย์เป็นคุณชาติหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุด อันกุลบุตรย่อมอยู่ ประพฤติแล. 
____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๓๖๖

23 เมษายน 2563

ปหานสูตร - ว่าด้วยการตัดสังโยชน์ ๗ ประการ คือ ตัดตัณหาได้ขาดแล้ว เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะตรัสรู้คือละมานะเสียได้โดยชอบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการ 

๗ ประการเป็นไฉน ? 
 
คือ 
สังโยชน์ คือ 
ความยินดี ๑ 
ความยินร้าย ๑ 
ความเห็นผิด ๑ 
ความสงสัย ๑ 
มานะ ๑ 
ความกำหนัดในภพ ๑ 
อวิชชา ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อใดแลภิกษุละสังโยชน์ คือ ความยินดีเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา 

ละสังโยชน์ คือ ความยินร้ายเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  

ละสังโยชน์ คือ ความเห็นผิดเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  

ละสังโยชน์ คือ ความสงสัยเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา  

ละสังโยชน ์คือ มานะเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา 

ละสังโยชน ์คือ ความกำหนัดในภพเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา 

ละสังโยชน์ คือ อวิชชาเสียได้ ตัดรากขาดแล้วทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา

เมื่อนั้น ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ตัดตัณหาได้ขาดแล้ว เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว เพราะตรัสรู้คือละมานะเสียได้โดยชอบ ฯ
 
______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๙

21 เมษายน 2563

อุทกูปมสูตร - ว่าด้วยบุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก 

๗ จำพวกเป็นไฉน 

บุคคลบางคนในโลกนี้  จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเอง ๑ 
บางคนโผล่ขึ้นมาแล้ว กลับจมลงไป ๑ 
บางคนโผล่พ้นแล้วทรงตัวอยู่ ๑ 
บางคนโผล่ขึ้นแล้วเหลียวไปมา ๑
บางคนโผล่ขึ้นแล้วเตรียมตัวจะข้าม ๑ 
บางคนโผล่ขึ้นแล้วได้ที่พึ่ง ๑ 
บางคนโผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบก ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างไร 

บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลที่จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้กลับจมลงไปอย่างไร 

บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือเขามีธรรม คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่ศรัทธาของเขานั้นไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไปฝ่ายเดียว หิริ โอตตัปปะ วิริยะปัญญาของเขานั้น ไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไปฝ่ายเดียว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วกลับจมลงอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วทรงตัวอยู่อย่างไร 

บุคคลบางคนในโลกนี้โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่ศรัทธาของเขานั้นไม่เสื่อมลง ไม่เจริญขึ้น คงที่อยู่ หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญาของเขานั้นไม่เสื่อมลง ไม่เจริญขึ้น คงที่อยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วทรงตัวอยู่อย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเหลียวไปมาอย่างไร 

บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไปเขาเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเหลียวไปมาอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเตรียมตัวจะข้ามอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริโอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เพราะทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางลง เขาเป็นพระสกทาคามีมาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ 

บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเตรียมตัวจะข้ามอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วได้ที่พึ่งอย่างไร  

บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะวิริยะ ปัญญา ชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาเป็นพระอนาคามี จักปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา 

บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วได้ที่พึ่งอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบกอย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ชั้นดีๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เขากระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ 

บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบกอย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลเปรียบด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ
 
________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๕

วิมุตติสูตร - ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ (ความหลุดพ้น) ๕ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้นอาสวะที่ยังไม่สิ้นย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ 

เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการเป็นไฉน ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป แสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
เธอย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้อยู่ในฐานะครูแสดงแก่เธอ 
เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์
เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ 
เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ
ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข 
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี  ผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ 
ก็แต่ว่าภิกษุย่อมแสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร 
เธอย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรมในธรรมนั้น ที่ภิกษุแสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร 
เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์  
เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ 
เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ
ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข 
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ
    
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร 
ก็แต่ว่าภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร 
เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร 
เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ 
เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ 
เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ
ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข 
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๓  ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร 
ก็แต่ว่าภิกษุย่อมตรึกตรองใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ
เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุตรึกตรองใคร่ครวญธรรมตามที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ 
เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมย่อมเกิดปราโมทย์ 
เมื่อเกิดปราโมทย์แล้ว ย่อมเกิดปีติ 
เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ
ผู้มีกายสงบแล้ว ย่อมได้เสวยสุข 
เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๔ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ภิกษุก็ไม่ได้สาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ตรึกตรอง ใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ 
ก็แต่ว่าสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา 
เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่เธอเล่าเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา 
เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ 
เมื่อเกิดปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ 
เมื่อมีใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ 
ผู้มีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข 
เมื่อมีสุขจิตย่อมตั้งมั่น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้นอาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ ฯ

-----------------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๒๖

17 เมษายน 2563

สัพพาสวสังวรสูตร - ว่าด้วยการสังวรในอาสวะทั้งปวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เราจักแสดงปริยายว่าด้วยการสังวรอาสวะทั้งปวงแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว   

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรากล่าวความสิ้นอาสวะของภิกษุผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ เราไม่กล่าวความสิ้นอาสวะของภิกษุผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ความสิ้นอาสวะจะมีได้แก่ภิกษุผู้รู้อะไร เห็นอยู่อะไร ความสิ้นอาสวะจะมีได้แก่ภิกษุผู้รู้เห็นโยนิโสมนสิการและอโยนิโสมนสิการ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อภิกษุมนสิการโดยไม่แยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น เมื่อภิกษุมนสิการโดยแยบคาย อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะที่จะพึงละได้เพราะการเห็นมีอยู่ ที่จะพึงละได้เพราะการสังวรก็มี ที่จะพึงละได้เพราะเสพเฉพาะก็มี ที่จะพึงละได้เพราะความอดกลั้นก็มี ที่จะพึงละได้เพราะเว้นรอบก็มี ที่จะพึงละได้เพราะบรรเทาก็มี ที่จะพึงละได้เพราะอบรมก็มี.
 
ว่าด้วยการละอาสวะได้เพราะการเห็น
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะการเห็น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมอันตนควรมนสิการ ย่อมไม่รู้ทั่วถึงธรรมอันตนไม่ควรมนสิการ เมื่อเขาไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ ไม่รู้ทั่วถึงธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ.
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมที่ไม่ควรมนสิการ ที่ปุถุชนมนสิการอยู่เป็นไฉน? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่เขามนสิการอยู่
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรมนสิการที่ปุถุชนไม่มนสิการอยู่ เป็นไฉน

เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดีที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่เขาไม่มนสิการอยู่ อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญแก่ปุถุชนนั้น เพราะมนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะไม่มนสิการธรรมที่ควรมนสิการ
 
ปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ว่า 
เราได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ 
เราไม่ได้มีแล้วในอดีตกาลหรือหนอ 
ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรหนอ 
ในอดีตกาลเราได้เป็นอย่างไรหนอ 
ในอดีตกาลเราได้เป็นอะไรแล้วจึงเป็นอะไรหนอ 
ในอนาคตกาลเราจักมีหรือหนอ 
ในอนาคตกาลเราจักไม่มีหรือหนอ 
ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรหนอ 
ในอนาคตกาลเราจักเป็นอย่างไรหนอ 
ในอนาคตกาลเราจักเป็นอะไรแล้วจึงจักเป็นอะไรหนอ 
หรือว่า ปรารภกาลปัจจุบันในบัดนี้มีความสงสัยขึ้นภายในว่า เรามีอยู่หรือ เราไม่มีอยู่หรือ เราเป็นอะไรหนอ เราเป็นอย่างไรหนอ สัตว์นี้มาแต่ไหนหนอ และมันจักไป ณ ที่ไหน.
     
เมื่อปุถุชนนั้นมนสิการอยู่โดยไม่แยบคายอย่างนี้ 
บรรดาทิฏฐิ ๖ ทิฏฐิอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น 
ทิฏฐิโดยจริงโดยแท้ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนนั้นว่า ตนของเรามีอยู่ หรือว่า ตนของเราไม่มีอยู่ หรือว่า เราย่อมรู้ชัดตนด้วยตนเอง หรือว่า เราย่อมรู้ชัดสภาพมิใช่ตนด้วยตนเอง หรือว่า เราย่อมรู้ตนด้วยสภาพมิใช่ตน 

อีกอย่างหนึ่ง ทิฏฐิย่อมเกิดมีแก่ปุถุชนนั้นอย่างนี้ว่า 
ตนของเรานี้เป็นผู้เสวย ย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งดีทั้งชั่วในอารมณ์นั้นๆ ก็ตนของเรานี้นั้นเป็นของแน่นอนยั่งยืนเที่ยงแท้ ไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นเสมอด้วยสิ่งยั่งยืนแท้ 
ข้อนี้เรากล่าวว่าทิฏฐิ 
ชัฏคือทิฏฐิ 
กันดารคือทิฏฐิ 
เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ 
ความดิ้นรนคือทิฏฐิ 
สิ่งที่ประกอบสัตว์ไว้คือทิฏฐิ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรากล่าวว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ผู้ประกอบด้วยทิฏฐิสังโยชน์ ย่อมไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมไม่พ้นจากทุกข์.
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ส่วนอริยสาวกผู้สดับแล้ว 
ผู้เห็นพระอริยะทั้งหลาย 
ฉลาดในธรรมของพระอริยะ 
ได้รับแนะนำด้วยดีในธรรมของพระอริยะ 
ผู้เห็นสัปบุรุษ 
ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ
ได้รับคำแนะนำด้วยดีในธรรมของสัปบุรุษ 
ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และไม่ควรมนสิการ 
เมื่ออริยสาวกนั้นรู้ทั่วถึงธรรมที่ควรมนสิการ และไม่ควรมนสิการ ย่อมไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ.
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกไม่มนสิการ 

เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญขึ้น ธรรมที่ไม่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกไม่มนสิการ.
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมที่ควรมนสิการเหล่าไหน ที่อริยสาวกมนสิการอยู่ ? 

เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการธรรมเหล่าใดอยู่ กามาสวะก็ดี ภวาสวะก็ดี อวิชชาสวะก็ดี ที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมสิ้นไป ธรรมที่ควรมนสิการเหล่านี้ ที่อริยสาวกมนสิการอยู่ 
อาสวะทั้งหลายที่ยังไม่เกิดขึ้น จะไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้ว จะเสื่อมสิ้นไปแก่อริยสาวกนั้น เพราะไม่มนสิการธรรมที่ไม่ควรมนสิการ และเพราะมนสิการธรรมที่ควรมนสิการ.
     
อริยสาวกนั้น ย่อมมนสิการโดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ปฏิปทาให้ถึงความดับทุกข์ เมื่ออริยสาวกนั้นมนสิการอยู่โดยแยบคายอย่างนี้ สังโยชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ย่อมเสื่อมสิ้นไป 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการเห็น
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะการสังวร ? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในจักขุนทรีย์อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นผู้ไม่สำรวมจักขุนทรีย์ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้สำรวมจักขุนทรีย์อยู่อย่างนี้.
     
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในโสตินทรีย์อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมในโสตินทรีย์อยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในโสตินทรีย์อยู่อย่างนี้ 
     
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในฆานินทรีย์อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมในฆานินทรีย์อยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในฆานินทรีย์อยู่อย่างนี้ 
     
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในชิวหินทรีย์อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมในชิวหินทรีย์อยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในชิวหินทรีย์อยู่อย่างนี้ 
     
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในกายินทรีย์อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมในกายินทรีย์อยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในกายินทรีย์อยู่อย่างนี้ 
     
ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เป็นผู้สำรวมด้วยความสำรวมในมนินทรีย์อยู่ ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ไม่สำรวมในมนินทรีย์อยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สำรวมในมนินทรีย์อยู่อย่างนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการสังวร
 
ว่าด้วยละอาสวะได้เพราะการพิจารณาเสพ
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะการพิจารณาเสพ ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพจีวรเพียงเพื่อกำจัดหนาว ร้อน สัมผัส แห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อจะปกปิดอวัยวะที่ให้ความละอายกำเริบ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพบิณฑบาตมิใช่เพื่อจะเล่น มิใช่เพื่อมัวเมา มิใช่เพื่อประดับ มิใช่เพื่อตบแต่ง เพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ เพื่อให้เป็นไปเพื่อกำจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยคิดว่า จะกำจัดเวทนาเก่าเสียด้วย จะไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้นด้วย ความเป็นไป ความไม่มีโทษ และความอยู่สบายด้วย จักมีแก่เราฉะนี้ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพเสนาสนะ เพียงเพื่อกำจัดหนาวร้อน สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายแต่ฤดู เพื่อรื่นรมย์ในการหลีกออกเร้นอยู่ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว เสพบริขาร คือ ยาอันเป็นปัจจัยบำบัดไข้ เพียงเพื่อกำจัดเวทนาที่เกิดแต่อาพาธต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อความเป็นผู้ไม่มีอาพาธเบียดเบียนเป็นอย่างยิ่ง.
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นผู้ไม่พิจารณาเสพปัจจัยอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้พิจารณาเสพอยู่อย่างนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการพิจารณาเสพ.
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหน ที่จะพึงละได้เพราะความอดกลั้น ? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้วเป็นผู้อดทนต่อหนาว ร้อน หิว ระหาย สัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน เป็นผู้มีชาติของผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำที่ผู้อื่นกล่าวชั่ว ร้ายแรงต่อเวทนาที่มีอยู่ในตัว ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว เป็นทุกข์ กล้า แข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ชอบใจ อาจพล่าชีวิตเสียได้.
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้นผู้ไม่อดกลั้นอยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้อดกลั้นอยู่อย่างนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะความอดกลั้น.
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้เพราะความเว้นรอบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้วเว้นช้างที่ดุร้าย ม้าที่ดุร้าย โคที่ดุร้าย สุนัขที่ดุร้าย งู หลักตอ สถานที่มีหนาม บ่อ เหว แอ่งน้ำครำ บ่อน้ำครำ เพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนทั้งหลาย พึงกำหนดลงซึ่งบุคคลผู้นั่ง ณ ที่มิใช่อาสนะเห็นปานใด ผู้เทียวไป ณ ที่มิใช่โคจรเห็นปานใด ผู้คบมิตรที่ลามกเห็นปานใด ในสถานทั้งหลายอันลามก ภิกษุนั้นพิจารณาโดยแยบคายแล้ว เว้นที่มิใช่อาสนะนั้น ที่มิใช่โคจรนั้น และมิตรผู้ลามกเหล่านั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
จริงอยู่ อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้ไม่เว้นสถานหรือบุคคลอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้เว้นรอบอยู่อย่างนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะการเว้นรอบ
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้เพราะความบรรเทา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทากามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี 
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา พยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี 
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทา วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี 
ย่อมอดกลั้น ย่อมละ ย่อมบรรเทาธรรมที่เป็นบาปอกุศลที่บังเกิดขึ้นแล้ว ทำให้สิ้นสูญ ให้ถึงความไม่มี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้ไม่บรรเทาธรรมอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้บรรเทาอยู่อย่างนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะความบรรเทา.
  
ว่าด้วยละอาสวะได้เพราะการอบรม
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็อาสวะเหล่าไหนที่จะพึงละได้เพราะอบรม ?

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ 
พิจารณาโดยแยบคายแล้ว 
เจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง 
เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง
เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง 
เจริญปิติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง
เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง 
เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง 
เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในความสละลง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่าใด พึงเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ผู้ไม่อบรมธรรมอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร่าร้อนอันกระทำความคับแค้นเหล่านั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้อบรมอยู่อย่างนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อาสวะเหล่านี้ เรากล่าวว่า จะพึงละได้เพราะอบรม.
  
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เพราะเหตุว่า 
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการเห็น อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นได้แล้วเพราะการเห็น 
อาสวะเหล่าใดอันภิกษุใดพึงละได้เพราะการสังวร อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้วเพราะการสังวร 
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการพิจารณาเสพ อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้วเพราะการพิจารณาเสพ 
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใด พึงละได้เพราะความอดกลั้น อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้วเพราะความอดกลั้น 
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการเว้นรอบ อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้ว เพราะการเว้นรอบ 
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใด พึงละได้เพราะการบรรเทา อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้วเพราะการบรรเทา 
อาสวะเหล่าใด อันภิกษุใดพึงละได้เพราะการอบรม อาสวะเหล่านั้น อันภิกษุนั้นละได้แล้วเพราะการอบรม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุนี้เรากล่าวว่า เป็นผู้สำรวมด้วยความสังวรในอาสวะทั้งปวงอยู่ ตัดตัณหาได้แล้ว ยังสังโยชน์ให้ปราศไปแล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะความตรัสรู้ ด้วยการเห็นและการละมานะโดยชอบ.

--------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๑๐ - ๑๙

อุปายสูตร - ว่าด้วยสิ่งที่เป็นความหลุดพ้นและไม่หลุดพ้น

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ความเข้าถึง (ด้วยอำนาจตัณหา มานะ ทิฏฐิ) เป็นความไม่หลุดพ้น ความไม่เข้าถึง เป็นความหลุดพ้น.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
วิญญาณเข้าถึงรูปก็ดี เมื่อตั้งอยู่ พึงตั้งอยู่ วิญญาณที่มีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ 

วิญญาณที่มีเวทนาเป็นอารมณ์ มีเวทนาเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์

วิญญาณที่มีสัญญาเป็นอารมณ์ มีสัญญาเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ 

วิญญาณที่มีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง มีความยินดีเป็นที่เข้าไปซ่องเสพ พึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราจักบัญญัติการมา การไป จุติ อุปบัติหรือความเจริญงอกงามไพบูลย์แห่งวิญญาณ เว้นจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าความกำหนัดในรูปธาตุ ในเวทนาธาตุ ในสัญญาธาตุ ในสังขารธาตุ ในวิญญาณธาตุ เป็นอันภิกษุละได้แล้วไซร้ 
เพราะละความกำหนัดเสียได้ อารมณ์ย่อมขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมไม่มี 
วิญญาณอันไม่มีที่ตั้ง ไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป 
เพราะหลุดพ้นไป จึงดำรงอยู่ 
เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม 
เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น 
ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

--------------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๐๕

16 เมษายน 2563

สติปัฏฐานสูตร - ข้อปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลของบุคคลทั่วไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมเจริญทำให้มากซึ่ง ธรรม ๕ ประการ เธอพึงหวังได้ผล ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึดถือเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี 

ธรรม ๕ ประการเป็นไฉน ?

คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เป็นผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้ด้วยดีเฉพาะตน เพื่อปัญญาอันให้หยั่งถึงความตั้งขึ้นและดับไปแห่งธรรมทั้งหลาย ๑
ย่อมพิจารณาเห็นว่า ไม่งามในกาย ๑
มีความสำคัญว่า เป็นของปฏิกูลในอาหาร ๑
มีความสำคัญว่า ไม่น่ายินดีในโลกทั้งปวง ๑
พิจารณาเห็นว่า ไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง ย่อมเจริญ ทำให้มากซึ่งธรรม ๕ ประการนี้แล เธอพึงหวังได้ผล ๒ อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ อรหัตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีความยึดถือเหลืออยู่ เป็นพระอนาคามี ฯ 

__________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๒๒

10 เมษายน 2563

อเวจจสูตร - บุคคลผู้เลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในตถาคต บุคคลเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ถึงกระแสนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใส อย่างไม่หวั่นไหวในเรา 
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงกระแสนิพพาน 

ผู้ถึงกระแสนิพพาน 
๕ จำพวกเหล่านั้นเชื่อมั่นในโลกนี้ 
๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น


๕ จำพวกเหล่าไหนเชื่อมั่นในโลกนี้ 

๕ จำพวกเหล่านี้ คือ 
พระโสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ๑ 
พระโสดาบันผู้โกลังโกละ ๑ 
พระโสดาบันผู้เอกพีชี ๑ 
พระสกทาคามี ๑ 
พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ 

บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้เชื่อมั่นในโลกนี้ 


บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหนละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น 

คือ 
พระอนาคามีผู้อันตรานิพพายี ๑ 
พระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ๑ 
พระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ๑ 
พระอนาคามีผู้สสังขารปรินิพพายี ๑ 
พระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี ๑ 

บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสอย่างไม่หวั่นไหวในเรา 
บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้ถึงกระแสนิพพาน 
ผู้ถึงกระแสนิพพาน ๕ จำพวกเหล่านี้นั้นเชื่อมั่นในโลกนี้ 
๕ จำพวกละโลกนี้ไปแล้วจึงเชื่อมั่น ฯ 

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๖๔

5 เมษายน 2563

เจตนาสูตร - ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ เพื่อการถึงฝั่ง (คือนิพพาน)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีล ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอความไม่เดือดร้อนจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่ความไม่เดือดร้อนเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยศีลนี้ เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อน ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอความปราโมทย์จงเกิดขึ้นแก่เราเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่ความปราโมทย์เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่มีความเดือดร้อนนี้ เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีความปราโมทย์ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอปีติจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่ปีติเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความปราโมทย์นี้ เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีใจประกอบด้วยปีติ ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอกายของเราจงสงบเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่กายของบุคคลผู้มีใจ ประกอบด้วยปีติสงบนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีกายสงบแล้ว ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงเสวยสุขเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่บุคคลผู้มีกายสงบแล้วเสวยสุขนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีสุข ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอจิตของเราจงตั้งมั่นเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่จิตของบุคคลผู้มีสุขตั้งมั่นนี้ เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงรู้จงเห็นตามเป็นจริงเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วรู้เห็นตามเป็นจริงนี้เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้รู้เห็นตามเป็นจริง ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงเบื่อหน่ายเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่บุคคลผู้รู้เห็น ตามเป็นจริงเบื่อหน่ายนี้ เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้เบื่อหน่าย ไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงคลายกำหนัดเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่บุคคลผู้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดนี้ เป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลผู้มีจิตคลายกำหนัดแล้วไม่ต้องทำด้วยเจตนาว่า ขอเราจงทำให้แจ้งซึ่ง วิมุตติญาณทัสนะเถิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อที่บุคคลคลายกำหนัดแล้วทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณ ทัสนะนี้ เป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
วิราคะมีวิมุตติญาณทัสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ 
นิพพิทามีวิราคะเป็นผล มีวิราคะเป็นอานิสงส์ 
ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาเป็นผล มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ 
สมาธิมียถาภูตญาณทัสนะเป็นผลมียถาภูตญาณทัสนะเป็นอานิสงส์ 
สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์
ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ 
ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ 
ความปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ 
ความไม่เดือดร้อนมีความปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ 
ศีลที่เป็นกุศลมีความไม่เดือดร้อนเป็นผล มีความไม่เดือดร้อนเป็นอานิสงส์ 
ด้วยประการดังนี้แล

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมทั้งหลายย่อมหลั่งไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย 
ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ 
เพื่อการถึงฝั่ง (คือนิพพาน) จากสถานอันมิใช่ฝั่ง (คือสังสารวัฏ) ด้วยประการฉะนี้แล ฯ 

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๒๐๙

3 เมษายน 2563

มูลปริยายสูตร - ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราจักแสดงปริยายอันเป็นมูลของธรรมทั้งปวงแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว 

ภิ.  อย่างนั้น พระเจ้าข้า. 

กำหนดภูมินัยที่ ๑ ด้วยสามารถปุถุชน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนในโลกนี้ 
ไม่ได้สดับ 
ไม่ได้เห็นพระอริยะ 
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ 
ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ 
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ 
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ 
ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ 

ย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมสำคัญธาตุดิน
ย่อมสำคัญในธาตุดิน 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมยินดี ธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำโดยความเป็นธาตุน้ำ 
ครั้นรู้ธาตุน้ำโดยความเป็นธาตุน้ำแล้ว 
ย่อมสำคัญธาตุน้ำ 
ย่อมสำคัญในธาตุน้ำ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุน้ำ 
ย่อมสำคัญธาตุน้ำว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธาตุน้ำ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟ 
ครั้นรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟแล้ว 
ย่อมสำคัญ ธาตุไฟ 
ย่อมสำคัญในธาตุไฟ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุไฟ 
ย่อมสำคัญธาตุไฟว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธาตุไฟ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม 
ครั้นรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลมแล้ว 
ย่อมสำคัญ ธาตุลม 
ย่อมสำคัญในธาตุลม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุลม 
ย่อมสำคัญธาตุลมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธาตุลม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้สัตว์โดยความเป็นสัตว์ 
ครั้นรู้สัตว์โดยความเป็นสัตว์แล้ว 
ย่อมสำคัญสัตว์ 
ย่อมสำคัญในสัตว์ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นสัตว์ 
ย่อมสำคัญสัตว์ว่า ของเรา 
ย่อมยินดีสัตว์ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้เทวดาโดยความเป็นเทวดา 
ครั้นรู้เทวดาโดยความเป็นเทวดาแล้ว 
ย่อมสำคัญเทวดา 
ย่อมสำคัญในเทวดา 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเทวดา 
ย่อมสำคัญเทวดาว่าของเรา 
ย่อมยินดีเทวดา 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้มารโดยความเป็นมาร 
ครั้นรู้มารโดยความเป็นมารแล้ว 
ย่อมสำคัญมาร 
ย่อมสำคัญ ในมาร 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นมาร 
ย่อมสำคัญมารว่า ของเรา 
ย่อมยินดีมาร 

ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้พรหมโดยความเป็นพรหม 
ครั้นรู้พรหมโดยความเป็นพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญพรหม 
ย่อมสำคัญในพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นพรหม 
ย่อมสำคัญพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อาภัสสรพรหมโดยความเป็นอาภัสสรพรหม 
ครั้นรู้อาภัสสรพรหมโดยความเป็น อาภัสสรพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญอาภัสสรพรหม 
ย่อมสำคัญในอาภัสสรพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอาภัสสรพรหม 
ย่อมสำคัญอาภัสสรพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอาภัสสรพรหม 

ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
     
ย่อมรู้สุภกิณหพรหมโดยความเป็นสุภกิณหพรหม 
ครั้นรู้สุภกิณหพรหมโดยความเป็นสุภกิณหพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญสุภกิณหพรหม 
ย่อมสำคัญในสุภกิณหพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นสุภกิณหพรหม 
ย่อมสำคัญสุภกิณหพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีสุภกิณหพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 
 
ย่อมรู้เวหัปผลพรหมโดยความเป็นเวหัปผลพรหม 
ครั้นรู้เวหัปผลพรหมโดยความเป็นเวหัปผลพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญเวหัปผลพรหม 
ย่อมสำคัญในเวหัปผลพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเวหัปผลพรหม 
ย่อมสำคัญเวหัปผลพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีเวหัปผลพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อสัญญีสัตว์โดยความเป็นอสัญญีสัตว์ 
ครั้นรู้อสัญญีสัตว์โดยความเป็นอสัญญีสัตว์แล้ว 
ย่อมสำคัญอสัญญีสัตว์ 
ย่อมสำคัญในอสัญญีสัตว์ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอสัญญีสัตว์ 
ย่อมสำคัญอสัญญีสัตว์ว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอสัญญีสัตว์ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อากาสานัญจายตนพรหมโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหม 
ครั้นรู้อากาสานัญจายตนพรหมโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญอากาสานัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในอากาสานัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญอากาสานัญจายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอากาสานัญจายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้วิญญาณัญจายตนพรหมโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหม 
ครั้นรู้วิญญาณัญจายตนพรหมโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญวิญญาณัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในวิญญาณัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญวิญญาณัญจายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีวิญญาณัญจายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อากิญจัญญายตนพรหมโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหม 
ครั้นรู้อากิญจัญญายตนพรหมโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญอากิญจัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในอากิญจัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญอากิญจัญญายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอากิญจัญญายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
     
ย่อมรู้เนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ครั้นรู้เนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้รูปที่ตนเห็นโดยความเป็นรูปที่เห็น 
ครั้นรู้รูปที่ตนเห็นโดยความเป็นรูปที่ตนเห็นแล้ว 
ย่อมสำคัญรูปที่ตนเห็น 
ย่อมสำคัญในรูปที่ตนเห็น 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นรูปที่ตนเห็น 
ย่อมสำคัญรูปที่ตนเห็นว่า ของเรา 
ย่อมยินดีรูปที่ตนเห็น 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 
 
ย่อมรู้เสียงที่ตนฟังโดยความเป็นเสียงที่ตนฟัง 
ครั้นรู้เสียงที่ตนฟังโดยความเป็นเสียงที่ตนฟังแล้ว 
ย่อมสำคัญเสียงที่ตนฟัง 
ย่อมสำคัญในเสียงที่ตนฟัง 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเสียงที่ตนฟัง 
ย่อมสำคัญเสียงที่ตนฟังว่า ของเรา 
ย่อมยินดีเสียงที่ตนฟัง 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อารมณ์ที่ตนทราบโดยความเป็นอารมณ์ที่ตนทราบ 
ครั้นรู้อารมณ์ที่ตนทราบโดยความเป็นอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว 
ย่อมสำคัญอารมณ์ที่ตนทราบ 
ย่อมสำคัญในอารมณ์ที่ตนทราบ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอารมณ์ที่ตนทราบ 
ย่อมสำคัญอารมณ์ที่ตนทราบว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอารมณ์ที่ตนทราบ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ครั้นรู้ธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งแล้ว 
ย่อมสำคัญธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ย่อมสำคัญในธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ย่อมสำคัญธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันโดยความเป็นอันเดียวกัน 
ครั้นรู้สักกายะเป็นอันเดียวกันโดยความเป็นอันเดียวกันแล้ว 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 
ย่อมสำคัญในความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 
ย่อมสำคัญโดยความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันว่า ของเรา 
ย่อมยินดีความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
     
ย่อมรู้ความที่สักกายะต่างกันโดยความเป็นของต่างกัน 
ครั้นรู้ความที่สักกายะต่างกันโดยความเป็นของต่างกันแล้ว 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะต่างกัน 
ย่อมสำคัญในความที่สักกายะต่างกัน 
ย่อมสำคัญโดยความที่สักกายะต่างกัน 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะต่างกันว่า ของเรา 
ย่อมยินดีความที่สักกายะต่างกัน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้สักกายะทั้งปวงโดยความเป็นสักกายะทั้งปวง 
ครั้นรู้สักกายะทั้งปวง โดยความเป็นสักกายะทั้งปวงแล้ว 
ย่อมสำคัญสักกายะทั้งปวง 
ย่อมสำคัญในสักกายะทั้งปวง 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นสักกายะทั้งปวง 
ย่อมสำคัญสักกายะทั้งปวงว่าของเรา 
ย่อมยินดีสักกายะทั้งปวง 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมสำคัญพระนิพพาน 
ย่อมสำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 


กำหนดภูมินัยที่ ๒ ด้วยสามารถเสขบุคคล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุใดเป็นเสขบุคคล ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล เมื่อปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าอยู่ 

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
อย่าสำคัญธาตุดิน 
อย่าสำคัญในธาตุดิน 
อย่าสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
อย่าสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
อย่ายินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาควรกำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญ จายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณ ที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะ ทั้งปวง ... 

ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว อย่าสำคัญพระนิพพาน อย่าสำคัญในพระนิพพาน อย่าสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน อย่าสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา อย่ายินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาควรกำหนดรู้.
        

กำหนดภูมินัยที่ ๓ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลส เครื่องประกอบสัตว์ ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ไม่สำคัญในธาตุดิน 
ไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ไม่สำคัญธาตุดินว่าของเรา 
ไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตน พรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ... ความที่สักกายะ ต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ... 

ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว. 


กำหนดภูมินัยที่ ๔ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุนั้นใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว พ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่าของเรา 
ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะปราศจากราคะ เหตุราคะสิ้นไป. 
 
ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ... ความที่ สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ... 
 
ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากราคะ เหตุราคะสิ้นไป. 


กำหนดภูมินัยที่ ๕ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุนั้นใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว พ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 
แม้ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโทสะ เหตุโทสะสิ้นไป. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสร พรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตน เห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็น อันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ...  
ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโทสะ เหตุโทสะสิ้นไป. 
 

กำหนดภูมินัยที่ ๖ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุนั้นใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ใน ภพแล้ว หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 
แม้ภิกษุนั้นย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโมหะ เหตุโมหะสิ้นไป. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสร พรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็น อันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ...  
ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพานแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโมหะ เหตุโมหะสิ้นไป. 
 

กำหนดภูมินัยที่ ๗ ด้วยสามารถพระศาสดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้พระตภาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริง 
ครั้นทรงรู้ยิ่งธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริงแล้ว 
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ทรงยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะธาตุดินนั้นพระตถาคต กำหนดรู้แล้ว. 

ย่อมทรงรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตน พรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญาตนพรหม ... รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็น อันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ...  
ทรงรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นทรงรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระ นิพพานแล้ว 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา
ย่อมไม่ทรงยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่าเพราะพระนิพพานนั้นพระตถาคตทรงกำหนดรู้แล้ว. 

กำหนดภูมินัยที่ ๘ ด้วยสามารถพระศาสดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริง 
ครั้นทรงรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริงแล้ว
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ทรงยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 
เรากล่าวว่า เพราะทรงทราบว่า 
ความเพลิดเพลิน เป็นมูลแห่งทุกข์ 
เพราะภพจึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย 
เพราะเหตุนั้นแล 
ภิกษุทั้งหลายเราจึงกล่าวว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้ โดยประการทั้งปวง 
ย่อมทรงรู้ยิ่งธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตน เห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียว กัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ... 
ทรงรู้ยิ่งพระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นทรงรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระ นิพพานแล้ว 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ทรงยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 
เรากล่าวว่า เพราะทรงทราบว่า 
ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ 
เพราะภพจึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย 
เพราะเหตุนั้นแล 
ภิกษุทั้งหลาย เราจึงกล่าวว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้ โดยประการทั้งปวง. 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสมูลปริยายนี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมิได้ชื่นชมภาษิตของ พระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. 

____________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐ ข้อที่ ๑ - ๙

นิพพุตสูตร - นิพพานย่อมเป็นคุณชาติ อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง

ชานุสโสณีพราหมณ์.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมตรัสว่า นิพพานอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล นิพพานจึงเป็นคุณชาติอัน ผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้กำหนัด อันราคะครอบงำ มีจิตอันราคะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็น คุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้โกรธ อันโทสะครอบงำ มีจิตอันโทสะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวย ทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโทสะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่น ทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต  

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็น คุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
บุคคล ผู้หลง อันโมหะครอบงำ มีจิตอันโมหะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวย ทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่น ทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมา ฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
ในเมื่อบุคคลนี้ 
เสวยธรรมเป็นที่สิ้นราคะอันไม่มีส่วนเหลือ 
เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโทสะอันไม่มีส่วนเหลือ เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโมหะอันไม่มีส่วนเหลือ นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังได้กล่าวมา แล้วแล ฯ 

ชานุสโสณีพราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ [พร้อมด้วยบุตร ภริยาบริษัทและอำมาตย์] ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๔๙๕

29 มีนาคม 2563

มหาลิสูตร - มรรคมีองค์ ๘ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งธรรม

เจ้าโอฏฐัทธลิจฉวี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันก่อนๆ สุนักขัตตลิจฉวีบุตรเข้าไปหา ข้าพระองค์แล้วบอกว่า มหาลี ตลอดเวลาที่ข้าพเจ้าอาศัยพระผู้มีพระภาคอยู่ไม่ทันถึง ๓ ปี ข้าพเจ้าก็ได้เห็นรูปทิพย์อันน่ารักประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด แต่มิได้ยินเสียงทิพย์ อันไพเราะประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เสียงทิพย์ อันไพเราะประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ที่สุนักขัตตลิจฉวีบุตรไม่ได้ยินนั้น มีอยู่หรือไม่. 

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า มี มหาลี มิใช่ไม่มี. 

โอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเล่าเป็นเหตุ เป็นปัจจัยที่มิให้สุนักขัตตลิจฉวีบุตรได้ยินเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ที่มีอยู่ มิใช่ว่าไม่มีนั้น. 
 
สมาธิที่บำเพ็ญเฉพาะส่วน 

ดูกรมหาลี 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงเห็นแต่รูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก มิได้ฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ทั้งนี้ เพราะภิกษุนั้นเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.
 
ดูกรมหาลี 
ข้ออื่นยังมีอีก 
ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ แต่มิได้เจริญ เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงเห็นแต่รูปทิพย์ อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ มิได้ฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะ เธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ 
แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงเห็นแต่รูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก มิได้ฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบ ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงเห็นแต่รูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ มิได้ฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิ เฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.

ภิกษุผู้เจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงเห็นแต่รูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง มิได้ฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้น เป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง แต่มิได้เจริญเพื่อฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

ดูกรมหาลี 
ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึง ฟังแต่เสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก มิได้เห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

ดูกรมหาลี 
ข้ออื่นยังมีอีก 
ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ แต่มิได้เจริญเพื่อเห็น รูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงฟังแต่ เสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ มิได้เห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงอันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงฟังแต่เสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก มิได้เห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้น เป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วนเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงฟังแต่เสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ มิได้เห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด.

ภิกษุเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง แต่มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 
เธอจึงฟังแต่เสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง มิได้เห็นรูปทิพย์อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้น เป็นเพราะเธอเจริญสมาธิเฉพาะส่วน เพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง มิได้เจริญเพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด. 

การเห็นรูปทิพย์ การฟังเสียงทิพย์ 

ดูกรมหาลี 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เจริญสมาธิโดยส่วนสองเพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก 
เพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อ ฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก 
เธอจึงเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด ในทิศตะวันออก 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิ โดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันออก. 

ดูกรมหาลี 
ข้ออื่นยังมีอีก 
ภิกษุเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ 
เพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ 
เธอจึงเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้ 

ข้อนั้น เป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์ อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศใต้. 

ภิกษุเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก 
เพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด ในทิศตะวันตก 
เธอจึงเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศตะวันตก.

ภิกษุเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ 
เพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด ในทิศเหนือ 
เธอจึงเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบ ด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ 

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้น เป็นเพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเหนือ.
 
ภิกษุเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง 
เพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และเพื่อฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง 
เธอจึงเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และฟังเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และทิศเบื้องขวาง 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

ดูกรมหาลี 
ข้อนั้นเป็นเพราะเธอเจริญสมาธิโดยส่วนสอง เพื่อเห็นรูปทิพย์อันน่ารัก และฟังเสียงทิพย์ อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ในทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และ ทิศเบื้องขวาง 

ดูกรมหาลี 
เหตุปัจจัยนี้แหละ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย สุนักขัตตลิจฉวีบุตรจึง มิได้ยินเสียงทิพย์อันไพเราะ ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดที่มีอยู่ มิใช่ไม่มี. 

เหตุแห่งการทำให้แจ้งสมาธิภาวนา 

โอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุทั้งหลายเห็นจะประพฤติพรหมจรรย์ใน พระผู้มีพระภาค เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง ซึ่งสมาธิภาวนาเหล่านั้นเท่านั้น.

ดูกรมหาลี 
มิใช่ภิกษุทั้งหลายจะประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง ซึ่งสมาธิภาวนาเหล่านั้นเท่านั้น 

ดูกรมหาลี 
ธรรมเหล่าอื่นที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่าและประณีตกว่ายังมีอยู่. 

โอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่าและประณีตกว่านั้น เป็นไฉน?  

ดูกรมหาลี 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นโสดาบัน มีความเป็นผู้ไม่ตกต่ำเป็นธรรม เป็นผู้เที่ยง มีอันจะตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า เพราะสัญโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป 

ดูกรมหาลี 
ธรรมนี้แล ที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่าและประณีตกว่า.

ดูกรมหาลี 
ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุเป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้เพียงอีกครั้งเดียว จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะสัญโยชน์ ๓ หมดสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะ เบาบางไป 

ดูกรมหาลี 
แม้นี้ก็เป็นธรรมที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่าและประณีตกว่า. 

ดูกรมหาลี 
ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุไปเกิดในภพสูง ปรินิพพานในภพนั้น ไม่ต้องเวียนกลับมาจากโลกนั้น เพราะสัญโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ ประการหมดสิ้นไป 

ดูกรมหาลี 
แม้นี้ก็เป็นธรรมที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่าและประณีตกว่า. 

อริยมรรคมีองค์ ๘ 

ดูกรมหาลี 
ข้ออื่นยังมีอีก ภิกษุทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง บรรลุเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันไม่มีอาสวะ เพราะสิ้นอาสวะอยู่ในปัจจุบัน 

ดูกรมหาลี 
แม้นี้ก็เป็นธรรมที่ ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่าและประณีตกว่า 

ดูกรมหาลี 
เหล่านี้แล ธรรมทั้งหลายที่ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ในเรา เพื่อเหตุจะทำให้แจ้ง อันดีกว่า และประณีตกว่า. 

โอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มรรคมีอยู่หรือ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งธรรมเหล่านั้น มีอยู่หรือ? 

ดูกรมหาลี 
มรรคมีอยู่ ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งธรรมเหล่านั้นมีอยู่. 

โอ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็มรรคเป็นไฉน ปฏิปทาเพื่อทำให้แจ้งธรรมเหล่านั้น เป็นไฉน? 

มรรคมีองค์ ๘ อันประเสริฐนี้แหละ คือ 
ความเห็นชอบ 
ความดำริชอบ 
เจรจาชอบ 
การงานชอบ 
เลี้ยงชีพชอบ 
ความเพียรชอบ 
ความระลึกชอบ 
ความตั้งใจชอบ 

ดูกรมหาลี 
มรรคนี้ปฏิปทานี้แหละ เพื่อทำให้แจ้งธรรมเหล่านั้น. 
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๙ ข้อที่ ๒๔๓ - ๒๕๔

28 มีนาคม 2563

ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร - ปฐมเทศนา

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะพระปัญจวัคคีย์ว่า 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ที่สุดสองอย่างนี้อันบรรพชิตไม่ควรเสพ คือ 
การประกอบตนให้พัวพันด้วยกามสุขในกามทั้งหลาย เป็นธรรมอันเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ 
การประกอบความเหน็ดเหนื่อยแก่ตน เป็นความลำบาก ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปฏิปทาสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ที่สุดสองอย่างนั้น นั่นตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ปฏิปทาสายกลางที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน? 

ปฏิปทาสายกลางนั้น ได้แก่ อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้แหละ คือ 
ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ 
ความดำริชอบ ๑ 
เจรจาชอบ ๑ 
การงานชอบ ๑ 
เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ 
พยายามชอบ ๑ 
ระลึกชอบ ๑ 
ตั้งจิตชอบ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้แลคือปฏิปทาสายกลางนั้น ที่ตถาคตได้ตรัสรู้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำดวงตาให้เกิด ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อนี้แลเป็นทุกขอริยสัจ คือ 
ความเกิดก็เป็นทุกข์ 
ความแก่ก็เป็นทุกข์ 
ความเจ็บไข้ก็เป็นทุกข์ 
ความตายก็เป็นทุกข์ 
ความประจวบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์ 
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ 
ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ 
โดยย่นย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อนี้แลเป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ คือ
ตัณหาอันทำให้เกิดอีก ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิน มีปกติเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆ คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธอริยสัจ คือ ตัณหานั่นแลดับ โดยไม่เหลือ ด้วยมรรคคือ วิราคะ สละ สละคืน ปล่อยไป ไม่พัวพัน.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ข้อนี้แลเป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แหละ คือ 
ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ 
ความดำริชอบ ๑ 
เจรจาชอบ ๑ 
การงานชอบ ๑ 
เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ 
พยายามชอบ ๑ 
ระลึกชอบ ๑ 
ตั้งจิตชอบ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ. 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล เราก็ได้กำหนดรู้แล้ว. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละเสีย. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล เราได้ละแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง. 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล เราทำให้แจ้งแล้ว. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรให้เจริญ. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ดวงตา ญาณ ปัญญา วิทยา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล เราให้เจริญแล้ว.
   
ญาณทัสสนะ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเราในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ ยังไม่หมดจดดีแล้ว เพียงใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรายังยืนยันไม่ได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เมื่อใดแล ปัญญาอันรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา ในอริยสัจ ๔ นี้ มีรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ อย่างนี้ หมดจดดีแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อนั้น เราจึงยืนยันได้ว่า เป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อันยอดเยี่ยมในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์. 
อนึ่ง ปัญญาอันรู้เห็นได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราไม่กลับกำเริบ ชาติ นี้เป็นที่สุด ภพใหม่ไม่มีต่อไป.

ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล มีความดับเป็นธรรมดา. 

ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรให้เป็นไปแล้ว เหล่าภุมมเทวดาได้ บันลือเสียงว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือ ใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้. 
เทวดาชั้นจาตุมหาราช ได้ยินเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป. 
เทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราชแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไป. 
เทวดาชั้นยามา ... เทวดาชั้นดุสิต ... เทวดาชั้นนิมมานรดี ... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดี ... เทวดาที่นับเนื่องในหมู่พรหม ได้ยินเสียงของพวกเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวดีแล้ว ก็บันลือเสียงต่อไปว่า นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว 
ณ ป่าอิสิปตนะมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก จะปฏิวัติไม่ได้. 
ชั่วขณะการครู่หนึ่งนั้น เสียงกระฉ่อนขึ้นไปจนถึงพรหมโลก ด้วยประการฉะนี้แล.
ทั้งหมื่นโลกธาตุนี้ได้หวั่นไหวสะเทือนสะท้าน ทั้งแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ ได้ปรากฏแล้วในโลก ล่วงเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย. 
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า 
ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะ ได้รู้แล้วหนอ 
ท่านผู้เจริญ โกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ 
เพราะเหตุนั้น คำว่า อัญญาโกณฑัญญะนี้ จึงได้เป็นชื่อ ของท่านพระโกณฑัญญะ ด้วยประการฉะนี้. 
 _________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๑๓ - ๑๗

14 มีนาคม 2563

สีลสูตร - การหลีกออก ๒ วิธี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุติ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ 
การได้เห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี 
การได้ฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี 
การเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นก็ดี 
การเข้าไปนั่งใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี 
การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี 
การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี 
แต่ละอย่างๆ เรากล่าวว่ามีอุปการะมาก 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร? 
เพราะว่าผู้ที่ได้ฟังธรรมของภิกษุเห็นปานนั้นแล้ว ย่อมหลีกออกอยู่ด้วย ๒ วิธี คือ 
หลีกออกด้วยกาย ๑ 
หลีกออกด้วยจิต ๑ 
เธอหลีกออกอยู่ อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด ภิกษุหลีกออกอยู่อย่างนั้นแล้ว ย่อมระลึกถึง ย่อมตรึกถึงธรรมนั้น 
สมัยนั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสติสัมโพชฌงค์ 
สติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ 
เธอมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อม เลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด ภิกษุมีสติอยู่อย่างนั้น ย่อมเลือกเฟ้น ตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา 
สมัยนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ 
ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญ บริบูรณ์ 
เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณาธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อนเป็นอันภิกษุปรารภแล้ว.
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด เมื่อภิกษุเลือกเฟ้น ตรวจตรา พินิจพิจารณา ธรรมนั้นด้วยปัญญา ความเพียรอันไม่ย่อหย่อน อันภิกษุปรารภแล้ว 
สมัยนั้น วิริยสัมโพชฌงค์ เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ 
วิริยสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ 
ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด ปีติที่ไม่มีอามิสย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร 
สมัยนั้น ปีติสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญปีติสัมโพชฌงค์ 
ปีติสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ 
กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจกอปรด้วยปีติ ย่อมสงบระงับ 
สมัยนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ 
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ 
จิตของภิกษุผู้มี กายสงบแล้ว มีความสุข ย่อมตั้งมั่น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด จิตของภิกษุผู้มีกายสงบแล้ว มีความสุข ย่อม ตั้งมั่น 
สมัยนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ 
สมาธิสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ 
เธอย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น ด้วยดี. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งดูจิตที่ตั้งมั่นแล้ว อย่างนั้น ด้วยดี 
สมัยนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นอันภิกษุปรารภแล้ว 
ภิกษุย่อมชื่อว่าเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของภิกษุย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์. 


อานิสงส์การเจริญโพชฌงค์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มาก แล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการ อันเธอพึงหวังได้ 

ผลานิสงส์ ๗ ประการเป็นไฉน? 

คือ 
(๑) ในปัจจุบัน จะได้บรรลุอรหัตผลโดยพลัน 
(๒) ในปัจจุบันไม่ได้บรรลุ ทีนั้นจะได้บรรลุในเวลาใกล้ตาย 
(๓) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป 
(๔) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป 
(๕) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอานาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป 
(๖) ถ้าในปัจจุบัน ก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้น จะได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป 
(๗) ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ได้บรรลุ ในเวลาใกล้ตายก็ไม่ได้บรรลุ ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อุปหัจจปรินิพพายี ไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี และไม่ได้เป็นพระอนาคามีผู้อสังขารปรินิพพายี ทีนั้นจะได้เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ สิ้นไป 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อโพชฌงค์ ๗ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ ผลานิสงส์ ๗ ประการเหล่านี้ อันเธอพึงหวังได้.
_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ ข้อที่  ๓๗๓ - ๓๘๒