แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บุญ แสดงบทความทั้งหมด

7 พฤษภาคม 2563

อัฏฐปุคคลสูตรที่ ๑ - ผู้ควรแก่ของทำบุญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคล ๘ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า 

๘ จำพวกเป็นไฉน 

คือ
พระโสดาบัน ๑ 
ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๑ 
พระสกทาคามี ๑ 
ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ๑  
พระอนาคามี ๑
ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ๑ 
พระอรหันต์ ๑ 
ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออรหัตตผล ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคล ๘ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ฯ 
บุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวกนี้เป็นสงฆ์ ผู้ปฏิบัติตรง มีปัญญา มีศีล และจิตมั่นคง 
ย่อมกระทำบุญของมนุษย์ผู้เพ่งบุญบูชาอยู่ให้มีผลมาก ทานที่ให้ในสงฆ์ ย่อมมีผลมาก ฯ
 
____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๔๙

17 เมษายน 2563

ปุญญสูตร - บัณฑิตพึงเจริญธรรม ๓ ประการ คือ พึงเจริญทาน ๑ ความประพฤติสงบ ๑ เมตตาจิต ๑ เป็นเหตุให้เกิดความสุข

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายอย่าได้กลัวต่อบุญเลย 
คำว่าบุญนี้เป็นชื่อแห่งความสุข อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เรารู้ด้วยญาณอันวิเศษยิ่ง ซึ่งวิบากอันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าพอใจ ที่ตนเสวยแล้วสิ้นกาลนาน แห่งบุญทั้งหลายที่ตนได้ทำไว้สิ้นกาลนาน 
เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปีแล้ว ไม่กลับมาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ได้ยินว่า เมื่อกัปฉิบหายอยู่ เราเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อกัปเจริญอยู่ เราย่อมเข้าถึงวิมานแห่งพรหมที่ว่าง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ได้ยินว่าเราเป็นพรหม เป็นมหาพรหม เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ใครครอบงำไม่ได้ เป็นผู้สามารถเห็นอดีต อนาคตและปัจจุบันโดยแท้ เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ อยู่ในวิมานพรหมนั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เราได้เป็นท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพ ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นพระธรรมราชามีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต เป็นผู้ชนะวิเศษแล้ว ถึงความเป็นผู้มั่นคงในชนบท ประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง จะกล่าวใยถึงความเป็นพระเจ้าประเทศราชเล่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรมอะไรของเราหนอแล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรานั้นดำริว่า บัดนี้ เราเป็นผู้มีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ เพราะผลวิบากแห่งกรรม ๓ ประการของเรา คือ 
ทาน ๑ 
ทมะ(การข่มใจ) ๑ 
สัญญมะ(การสำรวมระวังจิต) ๑ 
 
กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ พึงศึกษาบุญนั่นแล อันสูงสุดต่อไปซึ่งมีสุขเป็นกำไร คือ 
พึงเจริญทาน ๑ 
ความประพฤติสงบ ๑ 
เมตตาจิต ๑
 
บัณฑิตครั้นเจริญธรรม ๓ ประการ อันเป็นเหตุเกิดแห่งความสุขเหล่านี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุข ฯ

------------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๕ ข้อที่ ๒๐๐

กุลสูตร - บรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุลใด ในสกุลนั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก โดยฐานะ ๕ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บรรพชิตผู้มีศีลทั้งหลาย ย่อมเข้าไปหาสกุลใด พวกมนุษย์ในสกุลนั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก โดยฐานะ ๕ ประการ 

ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน ?  คือ

สมัยใด เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุล จิตของพวกมนุษย์ย่อมเลื่อมใสเพราะเห็นท่าน สมัยนั้น สกุลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อสวรรค์ 

สมัยใด เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุล พวกมนุษย์ย่อมลุกรับ (ต้อนรับ) กราบไหว้ ให้อาสนะ (ที่นั่ง) สมัยนั้น สกุลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อเกิดในสกุลสูง 

สมัยใด เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุล พวกมนุษย์ย่อมกำจัดมลทินคือความตระหนี่ สมัยนั้นสกุลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีศักดิ์ใหญ่ (เกียรติยศสูง) 

สมัยใด เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุล พวกมนุษย์ย่อมจัดของถวายตามสติกำลัง สมัยนั้น สกุลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีโภคทรัพย์มาก 

สมัยใด เมื่อบรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุล พวกมนุษย์ย่อมไต่ถาม สอบสวน ย่อมฟังธรรม สมัยนั้น สกุลนั้นชื่อว่าปฏิบัติปฏิปทาที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมัยใด บรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปหาสกุล พวกมนุษย์ในสกุลนั้นย่อมประสบบุญเป็นอันมาก โดยฐานะ ๕ ประการนี้

______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๑๙๙

24 กุมภาพันธ์ 2563

เขตตสูตร - ทานที่ทำแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศีลสมบูรณ์ ย่อมนำมาซึ่งกุศลอันสมบูรณ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก 

นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นาในโลกนี้ 
เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑
เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑ 
เป็นที่ดินเค็ม ๑ 
เป็นที่ไถลงลึกไม่ได้ ๑ 
เป็นที่ไม่มีทางน้ำเข้า ๑ 
เป็นที่ไม่มีทางน้ำออก ๑ 
เป็นที่ไม่มีเหมือง ๑  
เป็นที่ไม่มีคันนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกันแล ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก ไม่เจริญแพร่หลายมาก

สมณพราหมณ์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมณพราหมณ์ในโลกนี้ 
เป็นมิจฉาทิฐิ ๑ 
เป็นมิจฉาสังกัปปะ ๑ 
เป็นมิจฉาวาจา ๑
เป็นมิจฉากัมมันตะ ๑ 
เป็นมิจฉาอาชีวะ ๑ 
เป็นมิจฉาวายามะ ๑ 
เป็นมิจฉาสติ ๑
เป็นมิจฉาสมาธิ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมากไม่เจริญแพร่หลายมาก ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ส่วนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ มีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก 

นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นาในโลกนี้
ไม่เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑ 
ไม่เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑ 
ไม่เป็นที่ดินเค็ม ๑ 
เป็นที่ไถลงลึกได้ ๑ 
เป็นที่มีทางน้ำเข้าได้ ๑ 
เป็นที่มีทางน้ำออกได้ ๑ 
เป็นที่มีเหมือง ๑ 
เป็นที่มีคันนา ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกันทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลายมาก 

สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมณพราหมณ์ในโลกนี้
เป็นสัมมาทิฐิ ๑ 
เป็นสัมมาสังกัปปะ ๑ 
เป็นสัมมาวาจา ๑ 
เป็นสัมมากัมมันตะ ๑
เป็นสัมมาอาชีวะ ๑ 
เป็นสัมมาวายามะ ๑ 
เป็นสัมมาสติ ๑ 
เป็นสัมมาสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลายมาก ฉะนี้ ฯ 
 
พืชอันหว่านลงในนาที่สมบูรณ์ เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาล ธัญชาติย่อมงอกงาม ไม่มีศัตรูพืช ย่อมแตกงอกงาม ถึงความไพบูลย์ ให้ผลเต็มที่ ฉันใด 
โภชนะที่บุคคลถวายในสมณพราหมณ์ผู้มีศีลสมบูรณ์ ก็ฉันนั้น ย่อมนำมาซึ่งกุศล อันสมบูรณ์ เพราะกรรมที่เขาทำนั้นสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้น บุคคลในโลกนี้ผู้หวังกุศลสัมปทา จงเป็นผู้มีประโยชน์ถึงพร้อม พึงคบหาท่านผู้มีปัญญาสมบูรณ์ ปุญญสัมปทา ย่อมสำเร็จได้อย่างนี้ 

ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ได้จิตสัมปทาแล้ว กระทำกรรมให้บริบูรณ์ ย่อมได้ผล บริบูรณ์ รู้โลกนี้ตามเป็นจริงแล้ว พึงถึงทิฐิสัมปทา อาศัยมรรคสัมปทา มีใจบริบูรณ์ ย่อมบรรลุอรหัต เพราะกำจัดมลทินทั้งปวงได้แล้ว บรรลุนิพพานสัมปทาได้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง การหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนั้น จัดเป็นสรรพสัมปทา ฯ 

_________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๒๔

22 กุมภาพันธ์ 2563

ปุญญวิปากสูตร - ผลแห่งบุญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราย่อมรู้ชัดซึ่งผลแห่งบุญอันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้ว ตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี ครั้นแล้ว เราไม่ได้กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ [ถูกไฟไหม้] เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ 
เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่า 
ได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ใครๆ ครอบงำไม่ได้ มีความเห็นแน่นอน มีอำนาจเต็ม 
เป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง 
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชามีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบท ถึงความสถาพรตั้งมั่นประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้วเป็นที่ ๗ 
อนึ่ง เราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เราครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมี มหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศาตรา ฯ 
เชิญดูผลแห่งบุญกุศลของบุคคลผู้แสวงหาความสุข 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราเจริญเมตตาจิตมาแล้ว ๗ ปี ไม่ต้องกลับมาสู่ โลกนี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป 
เมื่อโลกถึงความพินาศ เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ 
เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราเข้าถึงวิมานอันว่างเปล่า 
ในกาลนั้น เราเป็นท้าวมหา พรหมผู้มีอำนาจเต็ม ๗ ครั้ง 
เป็นท้าวสักกะจอมเทพเสวย สมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง 
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเศกแล้ว เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ปกครองปฐพีมณฑลนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา สั่งสอนคนในปฐพีมณฑลนั้นโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุนผลัน 
ครั้นได้เสวยราชในปฐพีมณฑล นี้โดยธรรมแล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมากมาย ทั้งบริบูรณ์พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ อันอำนวย ความประสงค์ให้ทุกอย่าง ฐานะดังที่กล่าวมานี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้สงเคราะห์ประชาชาวโลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุที่ท่านเรียกว่าเป็นเจ้าแผ่นดิน เพราะความเป็นใหญ่ เราเป็น พระราชาผู้เรืองเดช มีอุปกรณ์เครื่องให้ปลื้มใจมากมาย มีฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป ใครบ้าง ได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใสแม้จะเป็นคนมีชาติต่ำ 
เพราะฉะนั้นแหละ ผู้มุ่งประโยชน์ จำนงหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรม ฯ 

______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๕๙

11 มกราคม 2563

ปุญญาภิสันทสูตร - ว่าด้วยห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้ นำความสุขมาให้ ให้ อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข 

ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการเป็นไฉน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๑ นำ ความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ 

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญ ห้วงกุศลประการที่ ๒ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ  

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ นี้เป็นห้วงบุญ ห้วงกุศลประการที่ ๓ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ  
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ทาน ๕ ประการนี้ เป็นมหาทาน อันบัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจายไม่เคยกระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด 

ทาน ๕ ประการเป็นไฉน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้งดเว้นจากปาณาติบาต ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัยความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียน หาประมาณมิได้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นทานประการที่ ๑ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิต พึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคย กระจัดกระจาย อันบัณฑิตไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๔ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ  

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละอทินนาทาน งดเว้นจากอทินนาทาน ฯลฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นทาน ประการที่ ๒  ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๕ นำความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ 

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นทานประการที่ ๓  ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๖ นำ ความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ  

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละมุสาวาท งดเว้นจากมุสาวาท ฯลฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นทานประการที่ ๔ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศลประการที่ ๗ นำ ความสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ  

อีกประการหนึ่ง อริยสาวกละการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทแล้ว ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้ ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นทานประการที่ ๕ ที่เป็นมหาทาน บัณฑิตพึงรู้ว่าเป็นเลิศ มีมานาน เป็นเชื้อสาย แห่งพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจายอันบัณฑิตไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูไม่เกลียด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นห้วงบุญห้วงกุศล ประการที่ ๘ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผล เป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไป เพื่อสิ่งที่น่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ห้วงบุญห้วงกุศล ๘ ประการนี้แล นำสุขมาให้ ให้อารมณ์อันเลิศ มีสุขเป็นผลเป็นไปเพื่อสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ เพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข ฯ 
 
จบสูตรที่ ๙
____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๒๙

ปุญญกิริยาวัตถุสูตร - ทางมาแห่งบุญ ๓ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ 

๓ ประการเป็นไฉน 

คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑ 
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานนิดหน่อย 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลนิดหน่อย 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไปเขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนชั่วในมนุษย์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณ 
ทำบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลพอประมาณ 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนดีในมนุษย์ ฯ
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
มหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสักกะจอมเทพ ในชั้นดาวดึงส์นั้น 
กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก
ย่อมก้าวล่วงพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์โดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสยามเทพบุตรในชั้นยามานั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นยามาโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสันดุสิตเทพบุตร ในชั้นดุสิตนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นดุสิตโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสุนิมมิตเทพบุตร ในชั้นนิมมานรดีนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นนิมมานรดีโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเทพบุตรในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้แล ฯ

________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๒๖