แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธาตุ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธาตุ แสดงบทความทั้งหมด

18 มิถุนายน 2563

พหุธาตุกสูตร - ผู้ฉลาดในธาตุ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภัยไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต
อุปัทวะไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 
อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาลไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
เปรียบเหมือนไฟลุกลามแล้วแต่เรือนไม้อ้อ หรือเรือนหญ้า ย่อมไหม้ได้กระทั่งเรือนยอดที่โบกปูน มีบาน ประตูสนิทปิดหน้าต่างไว้ ฉันใด  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกันแล ภัยไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 
อุปัทวะไม่ ว่าชนิดใดๆ ที่ เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 
อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิด ขึ้น ทั้งหมดนั้นย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ดังนี้แล คนพาลจึงมีภัยเฉพาะหน้า บัณฑิตไม่มีภัยเฉพาะหน้า 
คนพาลจึงมีอุปัทวะ บัณฑิตไม่มีอุปัทวะ 
คนพาลจึงมีอุปสรรค บัณฑิตไม่มีอุปสรรค 
ภัย อุปัทวะ อุปสรรค ไม่มีแต่บัณฑิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า จักเป็นบัณฑิต ฯ 

อานนท์. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะควรเรียกว่าภิกษุเป็นบัณฑิตมีปัญญาพิจารณา ด้วยเหตุเท่าไร หนอแล ฯ
 
ดูกรอานนท์  
เพราะภิกษุเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และฉลาดในฐานะและอฐานะ 

ดูกรอานนท์ 
ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุเป็นบัณฑิต มีปัญญาพิจารณา ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ด้วยเหตุ เท่าไร ฯ  

ดูกรอานนท์ 
ธาตุนี้มี ๑๘ อย่างแล ได้แก่ 
ธาตุคือจักษุ ธาตุคือรูป ธาตุคือจักษุวิญญาณ 
ธาตุคือโสต ธาตุคือเสียง ธาตุคือโสตวิญญาณ 
ธาตุคือฆานะ ธาตุคือกลิ่น ธาตุคือฆานวิญญาณ  
ธาตุคือชิวหา ธาตุคือรส ธาตุคือชิวหาวิญญาณ
ธาตุคือกาย ธาตุคือโผฏฐัพพะ ธาตุคือกายวิญญาณ 
ธาตุคือมโน ธาตุคือธรรมารมณ์ ธาตุคือมโนวิญญาณ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๑๘ อย่าง ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุ ผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดใน ธาตุ จะพึงมีไหม ฯ  

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ 
ธาตุคือดิน ธาตุคือน้ำ ธาตุคือไฟ ธาตุคือลม ธาตุคืออากาศ ธาตุคือวิญญาณ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แลธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุ ที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือสุข ธาตุคือทุกข์ ธาตุคือ โสมนัส ธาตุคือโทมนัส ธาตุคืออุเบกขา ธาตุคืออวิชชา  

ดูกรอานนท์
เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ
 
ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือกาม ธาตุคือเนกขัมมะ ธาตุคือพยาบาท ธาตุคือความไม่พยาบาท ธาตุคือความเบียดเบียน ธาตุคือความไม่เบียดเบียน 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่าภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๓ อย่าง ได้แก่ ธาตุคือกาม ธาตุคือรูป ธาตุคืออรูป 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๓ อย่าง แม้ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในธาตุ ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๒ อย่าง คือ สังขตธาตุ อสังขตธาตุ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๒ อย่าง แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในอายตนะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ  

ดูกรอานนท์  
อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ ๖ แล คือ จักษุและรูป โสตและเสียง ฆานะและกลิ่น ชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายใน และภายนอกอย่างละ ๖ แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในอายตนะ ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุเท่าไร ฯ  

ดูกรอานนท์ 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า  
เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี 
เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น  
เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี
เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ 
คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร  
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ 
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป  
เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ  
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ  
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา 
เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหา  
เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน 
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ 
เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ  
เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส 
อย่างนี้เป็นความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
แต่เพราะอวิชชานั่นแลดับด้วยวิราคะไม่มีส่วนเหลือจึงดับสังขารได้  
เพราะสังขารดับจึงดับวิญญาณได้ 
เพราะวิญญาณดับจึงดับนามรูปได้  
เพราะนามรูปดับจึงดับสฬายตนะได้  
เพราะสฬายตนะดับจึงดับผัสสะได้  
เพราะผัสสะดับจึงดับเวทนาได้ 
เพราะเวทนาดับจึงดับตัณหาได้
เพราะตัณหาดับจึงดับอุปาทานได้  
เพราะอุปาทานดับจึงดับภพได้ 
เพราะภพดับจึงดับชาติได้ 
เพราะชาติดับจึงดับชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสได้ 
อย่างนี้เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้  

ดูกรอานนท์ 
 ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควร เรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ 

ดูกรอานนท์ 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
(๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุขนั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมใดๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตมารดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตมารดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตบิดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตบิดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตพระอรหันต์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่าข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ มีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้น นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนมีจิตคิดประทุษร้ายพึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงทำลายสงฆ์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่น นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนจะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ๒ พระองค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง กัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ องค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันนั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือบุรุษพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จเป็นมาร นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นมาร นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็น ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึงเกิดเป็น ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะ ที่มีได้แล คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ 
(๒๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริตเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ 
(๒๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนทุจริต นั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะมโนทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ
(๒๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะ วจีสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ ฯ ดูกรอานนท์ ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะ ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่น่าเป็นไปได้เลยธรรมบรรยายนี้ชื่อไร พระพุทธเจ้าข้า ฯ 

เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ว่าชื่อพหุธาตุก (ชุมนุมธาตุมากอย่าง) บ้าง ว่าชื่อจตุปริวัฏฏ (แสดงอาการเวียน ๔ รอบ)บ้าง ว่าชื่อธรรมาทาส (แว่นส่องธรรม) บ้าง ว่าชื่ออมตทุนทุภี (กลองบันลืออมฤต)บ้าง ว่าชื่ออนุตตรสังคามวิชัย (ความชนะสงครามอย่างไม่มีความชนะอื่นยิ่งกว่า)บ้าง ฯ
 _______________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๒๓๔ - ๒๔๖

3 เมษายน 2563

มูลปริยายสูตร - ว่าด้วยมูลเหตุแห่งธรรมทั้งปวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราจักแสดงปริยายอันเป็นมูลของธรรมทั้งปวงแก่พวกเธอ พวกเธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว 

ภิ.  อย่างนั้น พระเจ้าข้า. 

กำหนดภูมินัยที่ ๑ ด้วยสามารถปุถุชน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนในโลกนี้ 
ไม่ได้สดับ 
ไม่ได้เห็นพระอริยะ 
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ 
ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะ 
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ 
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ 
ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ 

ย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมสำคัญธาตุดิน
ย่อมสำคัญในธาตุดิน 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมยินดี ธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำโดยความเป็นธาตุน้ำ 
ครั้นรู้ธาตุน้ำโดยความเป็นธาตุน้ำแล้ว 
ย่อมสำคัญธาตุน้ำ 
ย่อมสำคัญในธาตุน้ำ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุน้ำ 
ย่อมสำคัญธาตุน้ำว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธาตุน้ำ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟ 
ครั้นรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟแล้ว 
ย่อมสำคัญ ธาตุไฟ 
ย่อมสำคัญในธาตุไฟ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุไฟ 
ย่อมสำคัญธาตุไฟว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธาตุไฟ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม 
ครั้นรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลมแล้ว 
ย่อมสำคัญ ธาตุลม 
ย่อมสำคัญในธาตุลม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธาตุลม 
ย่อมสำคัญธาตุลมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธาตุลม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้สัตว์โดยความเป็นสัตว์ 
ครั้นรู้สัตว์โดยความเป็นสัตว์แล้ว 
ย่อมสำคัญสัตว์ 
ย่อมสำคัญในสัตว์ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นสัตว์ 
ย่อมสำคัญสัตว์ว่า ของเรา 
ย่อมยินดีสัตว์ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้เทวดาโดยความเป็นเทวดา 
ครั้นรู้เทวดาโดยความเป็นเทวดาแล้ว 
ย่อมสำคัญเทวดา 
ย่อมสำคัญในเทวดา 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเทวดา 
ย่อมสำคัญเทวดาว่าของเรา 
ย่อมยินดีเทวดา 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้มารโดยความเป็นมาร 
ครั้นรู้มารโดยความเป็นมารแล้ว 
ย่อมสำคัญมาร 
ย่อมสำคัญ ในมาร 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นมาร 
ย่อมสำคัญมารว่า ของเรา 
ย่อมยินดีมาร 

ข้อนั้นเพราะ เหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้พรหมโดยความเป็นพรหม 
ครั้นรู้พรหมโดยความเป็นพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญพรหม 
ย่อมสำคัญในพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นพรหม 
ย่อมสำคัญพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อาภัสสรพรหมโดยความเป็นอาภัสสรพรหม 
ครั้นรู้อาภัสสรพรหมโดยความเป็น อาภัสสรพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญอาภัสสรพรหม 
ย่อมสำคัญในอาภัสสรพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอาภัสสรพรหม 
ย่อมสำคัญอาภัสสรพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอาภัสสรพรหม 

ข้อนั้น เพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
     
ย่อมรู้สุภกิณหพรหมโดยความเป็นสุภกิณหพรหม 
ครั้นรู้สุภกิณหพรหมโดยความเป็นสุภกิณหพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญสุภกิณหพรหม 
ย่อมสำคัญในสุภกิณหพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นสุภกิณหพรหม 
ย่อมสำคัญสุภกิณหพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีสุภกิณหพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 
 
ย่อมรู้เวหัปผลพรหมโดยความเป็นเวหัปผลพรหม 
ครั้นรู้เวหัปผลพรหมโดยความเป็นเวหัปผลพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญเวหัปผลพรหม 
ย่อมสำคัญในเวหัปผลพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเวหัปผลพรหม 
ย่อมสำคัญเวหัปผลพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีเวหัปผลพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อสัญญีสัตว์โดยความเป็นอสัญญีสัตว์ 
ครั้นรู้อสัญญีสัตว์โดยความเป็นอสัญญีสัตว์แล้ว 
ย่อมสำคัญอสัญญีสัตว์ 
ย่อมสำคัญในอสัญญีสัตว์ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอสัญญีสัตว์ 
ย่อมสำคัญอสัญญีสัตว์ว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอสัญญีสัตว์ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อากาสานัญจายตนพรหมโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหม 
ครั้นรู้อากาสานัญจายตนพรหมโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญอากาสานัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในอากาสานัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอากาสานัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญอากาสานัญจายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอากาสานัญจายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้วิญญาณัญจายตนพรหมโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหม 
ครั้นรู้วิญญาณัญจายตนพรหมโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญวิญญาณัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในวิญญาณัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นวิญญาณัญจายตนพรหม 
ย่อมสำคัญวิญญาณัญจายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีวิญญาณัญจายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อากิญจัญญายตนพรหมโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหม 
ครั้นรู้อากิญจัญญายตนพรหมโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญอากิญจัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในอากิญจัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอากิญจัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญอากิญจัญญายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอากิญจัญญายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
     
ย่อมรู้เนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ครั้นรู้เนวสัญญานาสัญญายตนพรหมโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมแล้ว 
ย่อมสำคัญเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 
ย่อมสำคัญเนวสัญญานาสัญญายตนพรหมว่า ของเรา 
ย่อมยินดีเนวสัญญานาสัญญายตนพรหม 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้รูปที่ตนเห็นโดยความเป็นรูปที่เห็น 
ครั้นรู้รูปที่ตนเห็นโดยความเป็นรูปที่ตนเห็นแล้ว 
ย่อมสำคัญรูปที่ตนเห็น 
ย่อมสำคัญในรูปที่ตนเห็น 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นรูปที่ตนเห็น 
ย่อมสำคัญรูปที่ตนเห็นว่า ของเรา 
ย่อมยินดีรูปที่ตนเห็น 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 
 
ย่อมรู้เสียงที่ตนฟังโดยความเป็นเสียงที่ตนฟัง 
ครั้นรู้เสียงที่ตนฟังโดยความเป็นเสียงที่ตนฟังแล้ว 
ย่อมสำคัญเสียงที่ตนฟัง 
ย่อมสำคัญในเสียงที่ตนฟัง 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นเสียงที่ตนฟัง 
ย่อมสำคัญเสียงที่ตนฟังว่า ของเรา 
ย่อมยินดีเสียงที่ตนฟัง 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้อารมณ์ที่ตนทราบโดยความเป็นอารมณ์ที่ตนทราบ 
ครั้นรู้อารมณ์ที่ตนทราบโดยความเป็นอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว 
ย่อมสำคัญอารมณ์ที่ตนทราบ 
ย่อมสำคัญในอารมณ์ที่ตนทราบ 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นอารมณ์ที่ตนทราบ 
ย่อมสำคัญอารมณ์ที่ตนทราบว่า ของเรา 
ย่อมยินดีอารมณ์ที่ตนทราบ 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ครั้นรู้ธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งแล้ว 
ย่อมสำคัญธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ย่อมสำคัญในธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 
ย่อมสำคัญธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้งว่า ของเรา 
ย่อมยินดีธรรมารมณ์ที่ตนรู้แจ้ง 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันโดยความเป็นอันเดียวกัน 
ครั้นรู้สักกายะเป็นอันเดียวกันโดยความเป็นอันเดียวกันแล้ว 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 
ย่อมสำคัญในความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 
ย่อมสำคัญโดยความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะเป็นอันเดียวกันว่า ของเรา 
ย่อมยินดีความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้.
     
ย่อมรู้ความที่สักกายะต่างกันโดยความเป็นของต่างกัน 
ครั้นรู้ความที่สักกายะต่างกันโดยความเป็นของต่างกันแล้ว 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะต่างกัน 
ย่อมสำคัญในความที่สักกายะต่างกัน 
ย่อมสำคัญโดยความที่สักกายะต่างกัน 
ย่อมสำคัญความที่สักกายะต่างกันว่า ของเรา 
ย่อมยินดีความที่สักกายะต่างกัน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้สักกายะทั้งปวงโดยความเป็นสักกายะทั้งปวง 
ครั้นรู้สักกายะทั้งปวง โดยความเป็นสักกายะทั้งปวงแล้ว 
ย่อมสำคัญสักกายะทั้งปวง 
ย่อมสำคัญในสักกายะทั้งปวง 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นสักกายะทั้งปวง 
ย่อมสำคัญสักกายะทั้งปวงว่าของเรา 
ย่อมยินดีสักกายะทั้งปวง 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 

ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมสำคัญพระนิพพาน 
ย่อมสำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้. 


กำหนดภูมินัยที่ ๒ ด้วยสามารถเสขบุคคล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุใดเป็นเสขบุคคล ยังไม่บรรลุพระอรหัตผล เมื่อปรารถนาธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าอยู่ 

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
อย่าสำคัญธาตุดิน 
อย่าสำคัญในธาตุดิน 
อย่าสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
อย่าสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
อย่ายินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาควรกำหนดรู้. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญ จายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณ ที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะ ทั้งปวง ... 

ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว อย่าสำคัญพระนิพพาน อย่าสำคัญในพระนิพพาน อย่าสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน อย่าสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา อย่ายินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเขาควรกำหนดรู้.
        

กำหนดภูมินัยที่ ๓ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลส เครื่องประกอบสัตว์ ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ไม่สำคัญในธาตุดิน 
ไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ไม่สำคัญธาตุดินว่าของเรา 
ไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตน พรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ... ความที่สักกายะ ต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ... 

ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะเธอกำหนดรู้แล้ว. 


กำหนดภูมินัยที่ ๔ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุนั้นใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว พ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 

แม้ภิกษุนั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่าของเรา 
ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะปราศจากราคะ เหตุราคะสิ้นไป. 
 
ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียวกัน ... ความที่ สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ... 
 
ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากราคะ เหตุราคะสิ้นไป. 


กำหนดภูมินัยที่ ๕ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุนั้นใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว พ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 
แม้ภิกษุนั้นย่อมรู้ยิ่งธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโทสะ เหตุโทสะสิ้นไป. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสร พรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตน เห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็น อันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ...  
ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน แล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโทสะ เหตุโทสะสิ้นไป. 
 

กำหนดภูมินัยที่ ๖ ด้วยสามารถพระขีณาสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ภิกษุนั้นใด เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ใน ภพแล้ว หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว 
แม้ภิกษุนั้นย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน 
ครั้นรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่สำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโมหะ เหตุโมหะสิ้นไป. 

ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสร พรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็น อันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ...  
ย่อมรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพานแล้ว 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่สำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เพราะปราศจากโมหะ เหตุโมหะสิ้นไป. 
 

กำหนดภูมินัยที่ ๗ ด้วยสามารถพระศาสดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้พระตภาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริง 
ครั้นทรงรู้ยิ่งธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริงแล้ว 
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ทรงยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่า เพราะธาตุดินนั้นพระตถาคต กำหนดรู้แล้ว. 

ย่อมทรงรู้ธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตน พรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญาตนพรหม ... รูปที่ตนเห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็น อันเดียวกัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ...  
ทรงรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นทรงรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระ นิพพานแล้ว 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา
ย่อมไม่ทรงยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 
เรากล่าวว่าเพราะพระนิพพานนั้นพระตถาคตทรงกำหนดรู้แล้ว. 

กำหนดภูมินัยที่ ๘ ด้วยสามารถพระศาสดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริง 
ครั้นทรงรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดินจริงแล้ว
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นธาตุดิน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญธาตุดินว่า ของเรา 
ย่อมไม่ทรงยินดีธาตุดิน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 
เรากล่าวว่า เพราะทรงทราบว่า 
ความเพลิดเพลิน เป็นมูลแห่งทุกข์ 
เพราะภพจึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย 
เพราะเหตุนั้นแล 
ภิกษุทั้งหลายเราจึงกล่าวว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้ โดยประการทั้งปวง 
ย่อมทรงรู้ยิ่งธาตุน้ำ ... ธาตุไฟ ... ธาตุลม ... สัตว์ ... เทวดา ... มาร ... พรหม ... อาภัสสรพรหม ... สุภกิณหพรหม ... เวหัปผลพรหม ... อสัญญีสัตว์ ... อากาสานัญจายตนพรหม ... วิญญาณัญจายตนพรหม ... อากิญจัญญายตนพรหม ... เนวสัญญานาสัญญายตนพรหม ... รูปที่ตน เห็น ... เสียงที่ตนฟัง ... อารมณ์ที่ตนทราบ ... วิญญาณที่ตนรู้แจ้ง ... ความที่สักกายะเป็นอันเดียว กัน ... ความที่สักกายะต่างกัน ... สักกายะทั้งปวง ... 
ทรงรู้ยิ่งพระนิพพานโดยความเป็นพระนิพพาน 
ครั้นทรงรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระ นิพพานแล้ว 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญในพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญโดยความเป็นพระนิพพาน 
ย่อมไม่ทรงสำคัญพระนิพพานว่า ของเรา 
ย่อมไม่ทรงยินดีพระนิพพาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 
เรากล่าวว่า เพราะทรงทราบว่า 
ความเพลิดเพลินเป็นมูลแห่งทุกข์ 
เพราะภพจึงมีชาติ สัตว์ผู้เกิดแล้ว ต้องแก่ ต้องตาย 
เพราะเหตุนั้นแล 
ภิกษุทั้งหลาย เราจึงกล่าวว่า พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพราะสิ้นตัณหา สำรอกตัณหา ดับตัณหา สละตัณหา สละคืนตัณหาเสียได้ โดยประการทั้งปวง. 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสมูลปริยายนี้จบแล้ว ภิกษุเหล่านั้นมิได้ชื่นชมภาษิตของ พระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. 

____________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐ ข้อที่ ๑ - ๙

12 กุมภาพันธ์ 2563

นิสสารณียสูตร - ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้ 

๕ ประการเป็นไฉน 

คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงกามทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่ เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงเนกขัมมะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในเนกขัมมะ จิตของเธอนั้นชื่อว่า เป็นจิตดำเนินไปแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว จากกามทั้งหลาย อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะกามเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งกามทั้งหลาย ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในพยาบาท 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความไม่พยาบาท จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความไม่พยาบาท จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งพยาบาท ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในวิหิงสา 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอวิหิงสา จิตของเธอ ย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอวิหิงสา จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสา อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าว ว่าเป็นการพรากออกแห่งวิหิงสา ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อม ไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอรูป จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอรูป จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าว ว่าเป็นการพรากออกแห่งรูปทั้งหลาย ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในสักกายะ 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้วอบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะสักกายะเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิด เพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่าเป็นการพรากออกแห่งสักกายะ ฯ 

ความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ย่อมไม่บังเกิดขึ้นแก่เธอเพราะความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดีความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ไม่บังเกิดขึ้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีอาลัย ตัดตัณหาได้แล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดทุกข์ได้แล้วเพราะละมานะได้โดยชอบ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้แล ฯ 
 __________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๒๐๐

20 พฤศจิกายน 2562

พหุธาตุกสูตร - ชุมนุมธาตุ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภัยไม่ว่า ชนิดใดๆ ที่เกิด ขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต
อุปัทวะไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 
อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาลไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
เปรียบเหมือน ไฟลุกลามแล้วแต่เรือนไม้อ้อ หรือเรือนหญ้า ย่อมไหม้ได้กระทั่งเรือนยอดที่โบกปูน มีบาน ประตูสนิทปิดหน้าต่างไว้ ฉันใด  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกันแล ภัยไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 
อุปัทวะไม่ว่าชนิดใดๆ ที่ เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 
อุปสรรคไม่ว่าชนิดใดๆ ที่เกิด ขึ้น ทั้งหมดนั้นย่อมเกิดขึ้นแต่คนพาล ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่บัณฑิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ดังนี้แล คนพาลจึงมีภัยเฉพาะหน้า บัณฑิตไม่มีภัยเฉพาะหน้า 
คนพาลจึงมีอุปัทวะ บัณฑิตไม่มีอุปัทวะ 
คนพาลจึงมีอุปสรรค บัณฑิตไม่มีอุปสรรค 
ภัย อุปัทวะ อุปสรรค ไม่มีแต่บัณฑิต 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า จักเป็นบัณฑิต ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จะควรเรียกว่าภิกษุเป็นบัณฑิต มีปัญญา พิจารณา ด้วยเหตุเท่าไร หนอแล ฯ

ดูกรอานนท์  
เพราะภิกษุเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ฉลาดในอายตนะ ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และฉลาดในฐานะและอฐานะ 

ดูกรอานนท์ 
ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุเป็นบัณฑิต มีปัญญาพิจารณา ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ด้วยเหตุ เท่าไร ฯ 

ดูกรอานนท์ 
ธาตุนี้มี ๑๘ อย่างแล ได้แก่ 
ธาตุคือจักษุ 
ธาตุคือรูป 
ธาตุคือจักษุวิญญาณ 
ธาตุคือโสต 
ธาตุคือเสียง 
ธาตุคือโสตวิญญาณ  
ธาตุคือฆานะ
ธาตุคือกลิ่น 
ธาตุคือฆานวิญญาณ 
ธาตุคือชิวหา 
ธาตุคือรส 
ธาตุคือชิวหาวิญญาณ
ธาตุคือกาย 
ธาตุคือโผฏฐัพพะ 
ธาตุคือกายวิญญาณ 
ธาตุคือมโน  
ธาตุคือธรรมารมณ์ 
ธาตุคือมโนวิญญาณ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๑๘ อย่าง  
ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุ ผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ 
ธาตุคือดิน 
ธาตุคือน้ำ 
ธาตุคือไฟ 
ธาตุคือลม 
ธาตุคืออากาศ 
ธาตุคือวิญญาณ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แลธาตุ ๖ อย่าง  
แม้ด้วยเหตุ ที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ 
ธาตุคือสุข 
ธาตุคือทุกข์ 
ธาตุคือโสมนัส 
ธาตุคือโทมนัส 
ธาตุคืออุเบกขา 
ธาตุคืออวิชชา  

ดูกรอานนท์
เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง 
แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๖ อย่าง ได้แก่ 
ธาตุคือกาม 
ธาตุคือเนกขัมมะ 
ธาตุคือพยาบาท 
ธาตุคือความไม่พยาบาท  
ธาตุคือความเบียดเบียน 
ธาตุคือความไม่เบียดเบียน 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๖ อย่าง 
แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ ฯ

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่าภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๓ อย่าง ได้แก่ 
ธาตุคือกาม 
ธาตุคือรูป 
ธาตุคืออรูป 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๓ อย่าง 
แม้ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาด ในธาตุ ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปริยายแม้อื่น ที่ควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในธาตุ จะพึงมีอีกไหม ฯ 

ดูกรอานนท์ 
มี ธาตุนี้มี ๒ อย่าง คือ 
สังขตธาตุ 
อสังขตธาตุ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล ธาตุ ๒ อย่าง 
แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดใน ธาตุ ฯ  

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในอายตนะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ 

ดูกรอานนท์  
อายตนะทั้งภายในและภายนอกนี้ มีอย่างละ ๖ แล คือ 
จักษุและรูป 
โสตและเสียง 
ฆานะและกลิ่น 
ชิวหาและรส 
กายและโผฏฐัพพะ 
มโนและธรรมารมณ์ 

ดูกรอานนท์ 
เหล่านี้แล อายตนะทั้งภายใน และภายนอกอย่างละ ๖ 
แม้ด้วยเหตุที่ภิกษุรู้อยู่ เห็นอยู่ จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในอายตนะ ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ด้วยเหตุเท่าไร ฯ

ดูกรอานนท์ 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า 
เมื่อเหตุนี้มี ผลนี้จึงมี 
เพราะเหตุนี้เกิดขึ้น ผลนี้จึงเกิดขึ้น  
เมื่อเหตุนี้ไม่มี ผลนี้จึงไม่มี
เพราะเหตุนี้ดับ ผลนี้จึงดับ คือ 
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร 
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ  
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป  
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ 
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา  
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน  
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ  
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส อย่างนี้ เป็นความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 
แต่เพราะอวิชชานั่นแลดับด้วยวิราคะไม่มีส่วนเหลือจึงดับสังขารได้  
เพราะสังขารดับจึงดับวิญญาณได้  
เพราะวิญญาณดับจึงดับนามรูปได้  
เพราะนามรูปดับจึงดับสฬายตนะได้  
เพราะสฬายตนะดับจึงดับผัสสะได้  
เพราะผัสสะดับจึงดับเวทนาได้  
เพราะเวทนาดับจึงดับตัณหาได้
เพราะตัณหาดับจึงดับอุปาทานได้  
เพราะอุปาทานดับจึงดับภพได้ 
เพราะภพดับจึงดับชาติได้ 
เพราะชาติดับจึงดับชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสได้ อย่างนี้ เป็นความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ 

ดูกรอานนท์ 
ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็จะควรเรียกว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุเท่าไร ฯ 

ดูกรอานนท์ 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
(๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือบุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นของเที่ยง นั้นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
 (๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุข นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจสังขารไรๆ โดยความเป็นสุขนั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อม ด้วยทิฐิ พึงเข้าใจธรรมไรๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงเข้าใจธรรมใดๆ โดยความเป็นอัตตา นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตมารดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิต มารดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตบิดา นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตบิดาได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงปลงชีวิตพระอรหันต์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่าข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงปลงชีวิตพระอรหันต์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ มีจิตคิดประทุษร้าย พึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้น นั่นเป็นฐานะ ที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนมีจิตคิดประทุษร้ายพึงทำโลหิตแห่งตถาคตให้ห้อขึ้นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ พึงทำลายสงฆ์ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนพึงทำลายสงฆ์ได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ จะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่น นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ ปุถุชนจะพึงมุ่งหมายศาสดาอื่นได้ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ๒ พระองค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง กัน นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ พระเจ้าจักรพรรดิ ๒ องค์ พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลังกันนั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ พระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์เดียว พึงเสด็จอุบัติในโลกธาตุเดียว นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ สตรีพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือบุรุษพึงสำเร็จเป็นท้าวสักกะ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จเป็นมาร นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นมาร นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือสตรีพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุรุษพึงสำเร็จเป็นพรหม นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๑๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็น ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๑๙) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็น ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งมโนทุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๐) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งกายสุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๑) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ วิบากแห่งวจีสุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๒) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึงเกิดเป็นที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะที่มีได้แล คือ วิบากแห่งมโนสุจริต พึงเกิดเป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๓) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายทุจริตเมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะกายทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
 (๒๔) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก เพราะวจีทุจริตนั้นเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
 (๒๕) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนทุจริต นั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนทุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก เพราะมโนทุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๖) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกายสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกายสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ
(๒๗) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะวจีสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แลคือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวจีสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะวจีสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 
(๒๘) ย่อมรู้ชัดว่า ข้อที่มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุ เป็นปัจจัย นั่นไม่ใช่ฐานะที่มีได้ และรู้ชัดว่า ข้อที่เป็นฐานะมีได้แล คือ บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยมโนสุจริต เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะมโนสุจริตนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัย นั่นเป็นฐานะที่มีได้ ฯ 

ดูกรอานนท์ 
ด้วยเหตุเท่านี้แล จึงควรเรียกได้ว่า ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะ ฯ 

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่น่าเป็นไปได้เลยธรรมบรรยายนี้ชื่อไร พระพุทธเจ้าข้า ฯ 

เพราะเหตุนั้นแล เธอจงจำธรรมบรรยายนี้ไว้ ว่าชื่อพหุธาตุก (ชุมนุมธาตุมากอย่าง) บ้าง ว่าชื่อจตุปริวัฏฏ (แสดงอาการเวียน ๔ รอบ) บ้าง ว่าชื่อธรรมาทาส (แว่นส่องธรรม) บ้าง ว่าชื่ออมตทุนทุภี (กลองบันลืออมฤต) บ้าง ว่าชื่ออนุตตรสังคามวิชัย (ความชนะสงครามอย่างไม่มีความชนะอื่นยิ่งกว่า) บ้าง ฯ 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์จึงชื่นชมยินดี พระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล ฯ 
________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่ม ๑๔ ข้อที่ ๒๓๔ - ๒๔๖

2 เมษายน 2561

อุปปาทสูตร - ว่าด้วยสิ่งที่ตถาคตตรัสรู้

 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง


ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์
ครั้นแล้วจึงบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เพราะตถาคตอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่อุบัติขึ้นก็ตาม
ธาตุนั้น คือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้นเอง
ตถาคตตรัสรู้ บรรลุธาตุนั้นว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
ครั้นแล้วจึง บอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้เข้าใจง่ายว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ฯ

-------------------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๕๗๖

3 กันยายน 2560

นิสสารณียสูตร - ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้

๕ ประการเป็นไฉน ?

คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงกามทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการถึงเนกขัมมะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในเนกขัมมะ จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว จากกามทั้งหลาย อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะกามเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิด เพราะเหตุนั้นนี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งกามทั้งหลาย ฯ

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในพยาบาท แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความไม่พยาบาท จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความไม่พยาบาท จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งพยาบาท ฯ

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในวิหิงสา แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอวิหิงสา จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอวิหิงสา จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสาอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งวิหิงสา ฯ

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอรูป จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอรูป จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งรูปทั้งหลาย ฯ

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในสักกายะ แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้วอบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะสักกายะเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งสักกายะ ฯ

ความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ย่อมไม่บังเกิดขึ้นแก่เธอ เพราะความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ไม่บังเกิดขึ้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีอาลัย ตัดตัณหาได้แล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้แล ฯ

-----------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๒๐๐