แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวิชชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อวิชชา แสดงบทความทั้งหมด

16 เมษายน 2563

คัททูลสูตร - ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัข


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สงสารนี้มีที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลายรู้ไม่ได้แล้ว ที่สุดเบื้องต้น ย่อมไม่ปรากฏ สำหรับสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่. 
มหาสมุทรยังมีสมัยเหือดแห้งไม่เป็นมหาสมุทร.
แต่เราไม่กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ จะกระทำที่สุดทุกข์ได้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ขุนเขาสิเนรุยังมีสมัยที่ถูกไฟไหม้พินาศไปมีอยู่ไม่ได้. 
แต่เรากล่าวไม่ได้ถึงการกระทำที่สุดทุกข์แห่งสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ท่องเที่ยวไปมาอยู่.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แผ่นดินใหญ่ยังมีสมัยที่ถูกไฟไหม้ พินาศไป มีอยู่ไม่ได้. 
แต่เรากล่าวว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ จะกระทำที่สุดทุกข์ได้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สุนัขที่เขาผูกไว้ด้วยเชือก ถูกล่ามไว้ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง ย่อมวิ่งวนเวียนหลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด. 

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉันนั้นเหมือนกันแล 
ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า 
ไม่ฉลาดในอริยธรรม 
ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม 
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ 
ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม 
ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม 
ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป 
ย่อมตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน เห็นตนมีเวทนา เห็นเวทนาในตน หรือเห็นตนในเวทนา 
เห็นสัญญาโดยความเป็นตน เห็นตนมีสัญญา เห็นสัญญาในตน หรือเห็นตนในสัญญา 
เห็นสังขารโดยความเป็นตน เห็นตนมีสังขาร เห็นสังขารในตน หรือเห็นตนในสังขาร 
เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน เห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน หรือเห็นตนในวิญญาณ 
เขาย่อมแล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นเอง 
เมื่อเขาแล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอยู่ ย่อมไม่พ้นไปจากรูป ไม่พ้นไปจากเวทนา ไม่พ้นไปจากสัญญา ไม่พ้นไปจากสังขาร ไม่พ้นไปจากวิญญาณ ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาส 
เรากล่าวว่าย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ 
ได้เห็นพระอริยเจ้า 
ฉลาดในอริยธรรม 
ได้รับแนะนำดีแล้วในอริยธรรม 
ได้เห็นสัตบุรุษ 
ฉลาดในสัปปุริสธรรม 
ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม 

ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีรูป ไม่เห็นรูปในตน หรือไม่เห็นตนในรูป 

ไม่พิจารณาเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีเวทนา ไม่เห็นเวทนาในตน หรือไม่เห็นตนในเวทนา 

ไม่พิจารณาเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีสัญญา ไม่เห็นสัญญาในตน หรือไม่เห็นตนในสัญญา 

ไม่พิจารณาเห็นสังขาร โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีสังขาร ไม่เห็นสังขารในตน หรือไม่เห็นตนในสังขาร 

ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในตน หรือไม่เห็นตนในวิญญาณ 

อริยสาวกนั้น ย่อมไม่แล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 

อริยสาวกนั้น เมื่อไม่แล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ 
ย่อมพ้นจากรูป 
พ้นจากเวทนา 
พ้นจากสัญญา 
พ้นจากสังขาร 
พ้นจากวิญญาณ 
พ้นจากชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส 

เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์
____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๒๕๖ - ๒๕๗

10 เมษายน 2563

ตัณหาสูตร - ปัจจัยให้เกิดภวตัณหา


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เงื่อนต้นแห่งภวตัณหา ย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ ภวตัณหาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำอย่างนี้ว่า 
ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ภวตัณหา มีข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
 
เราย่อมกล่าวภวตัณหาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า ไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของภวตัณหา
ควรกล่าวว่า อวิชชา 
 
แม้อวิชชาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา 
ควรกล่าวว่า นิวรณ์ ๕ 
 
แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ 
ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ 
 
แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ 
ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์
 
แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่า ไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่สำรวมอินทรีย์ 
ควรกล่าวว่า ความไม่มีสติสัมปชัญญะ 
 
แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ 
ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
 
แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
 
ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย 
ควรกล่าวว่า ความไม่มีศรัทธา 
 
แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้ กล่าวว่าไม่มีอาหาร
 
ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา 
ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม
 
แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม 
ควรกล่าวว่า การไม่คบสัตบุรุษ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ด้วยประการดังนี้ 
การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 
การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์
ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ 
การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 
ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 
การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 
ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ 
นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์
อวิชชาที่บริบูรณ์ ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ 
ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างนี้และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขาเมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม 
ซอกเขา ลำธารและห้วย ที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม 
หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม 
บึงที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม 
แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม 
แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม 
มหาสมุทรสาครนี้มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
การไม่คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... อวิชชาที่บริบูรณ์ย่อมยังภวตัณหาให้บริบูรณ์ ภวตัณหานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
 
เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ 
ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ 
 
แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ 
ควรกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔ 
 
แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ 
ควรกล่าวว่า สุจริต ๓
 
แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของสุจริต ๓ 
ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ 
 
แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์
ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะ 
 
แม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ 
ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย 
 
แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคาย เราก็กล่าวว่า มีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยแยบคาย 
ควรกล่าวว่า ศรัทธา 
 
แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
 
ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา 
ควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม 
 
แม้การฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
 
ก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม 
ควรกล่าวว่า การคบหาสัปบุรุษ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ด้วยประการดังนี้
การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 
การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 
การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 
สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 
การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 
สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์
สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์  
โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ 
วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้และบริบูรณ์ อย่างนี้ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขาเมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม 
ซอกเขา ลำธารและห้วย ที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม 
หนองที่เต็ม ย่อมยังบึงให้เต็ม 
บึงที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม 
แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม 
แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม 
มหาสมุทรสาครนี้มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... โพชฌงค์ ๗ที่บริบูรณ์ ย่อมยัง วิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือน กันแล ฯ 
 
_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๖๒

2 กุมภาพันธ์ 2563

อาคันตุกาคารสูตร - ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง ควรทำให้เจริญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
คนผู้มาจากทิศบูรพาก็ดี จากทิศปัจจิมก็ดี จากทิศอุดรก็ดี จากทิศทักษิณก็ดี ย่อมพักอยู่ที่เรือนสำหรับรับแขก ถึงกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรก็ดี ที่มาแล้วก็ย่อมพักอยู่ที่เรือนสำหรับรับแขกนั้น แม้ฉันใด 
ภิกษุเจริญอริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง 
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? 

คือ ธรรมที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ 

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? 

คือ 
รูปูปาทานขันธ์ 
เวทนูปาทานขันธ์ 
สัญญูปาทานขันธ์ 
สังขารูปาทานขันธ์ 
วิญญาณูปาทานขันธ์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นไฉน? 

คือ อวิชชา และภวตัณหา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? 

คือ วิชชาและวิมุติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? 

คือ สมถะและวิปัสสนา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ 
ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ  
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.
____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๒๙๐ - ๒๙๕

ติณกัฏฐสูตร - สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เหมือนอย่างว่า บุรุษตัดทอนหญ้า ไม้กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ แล้วจึงรวมกันไว้ ครั้นแล้ว พึงกระทำให้เป็นมัดๆ ละ ๔ นิ้ว วางไว้ 
สมมติว่า นี้เป็นมารดาของเรา นี้เป็นมารดาของมารดาของเรา โดยลำดับ 
มารดาของมารดาแห่งบุรุษนั้น ไม่พึงสิ้นสุด ส่วนว่า หญ้าไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ในชมพูทวีปนี้ พึงถึงการหมดสิ้นไป 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร
เพราะว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้ เมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชา เป็นที่กางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ พวกเธอได้เสวยทุกข์ ความเผ็ดร้อน ความพินาศ ได้เพิ่มพูนปฐพีที่เป็นป่าช้า ตลอดกาลนาน เหมือนฉะนั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เหตุเพียงเท่านี้ พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะหลุดพ้น ดังนี้ ฯ 
_________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๔๒๑ - ๔๒๒

29 มกราคม 2563

อวิชชาสูตร - ว่าด้วยอาหารของอวิชชาและวิชชา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อนแต่นี้ อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวคำนี้อย่างนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น อวิชชามี ข้อนี้เป็นปัจจัยจึงปรากฏ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราย่อมกล่าวอวิชชาว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของอวิชชา
ควรจะกล่าวว่านิวรณ์ ๕ 

แม้นิวรณ์ ๕ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของนิวรณ์ ๕ 
ควรกล่าวว่า ทุจริต ๓ 

แม้ทุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของทุจริต ๓ 
ควรกล่าวว่า การไม่สำรวมอินทรีย์ 

แม้การไม่สำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารแห่งการไม่สำรวมอินทรีย์ 
ควรกล่าวว่าความไม่มีสติสัมปชัญญะ 

แม้ความไม่มีสติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีสติสัมปชัญญะ 
ควรกล่าวว่าการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย 

แม้การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเรา ก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย 
ควรกล่าวว่าความไม่มีศรัทธา 

แม้ความไม่มีศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหารมิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของความไม่มีศรัทธา 
ควรกล่าวว่า การไม่ฟังสัทธรรม 

แม้การไม่ฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร
ก็อะไรเป็นอาหารของการไม่ฟังสัทธรรม 
ควรกล่าวว่า การไม่คบสัปบุรุษ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ด้วยประการดังนี้ 
การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 
การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ 
ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ 
การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 
ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 
การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 
ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์ 
นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ 
อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ
    
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม 
ซอกเขา ลำธารและห้วย ที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม 
หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม 
บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม 
แม่น้ำน้อยที่เต็มย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม 
แม่น้ำใหญ่ที่เต็มย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม 
มหาสมุทรสาครนั้น มีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
การไม่คบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 
การไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ 
ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายให้บริบูรณ์ 
การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 
ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 
การไม่สำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 
ทุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังนิวรณ์ ๕ ให้บริบูรณ์
นิวรณ์ ๕ ที่บริบูรณ์ย่อมยังอวิชชาให้บริบูรณ์ 
อวิชชานี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรากล่าววิชชาและวิมุตติว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติ ควรกล่าวว่า โพชฌงค์ ๗ 

แม้โพชฌงค์ ๗ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของโพชฌงค์ ๗ 
ควรกล่าวว่า สติปัฏฐาน ๔ 

แม้สติปัฏฐาน ๔ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของสติปัฏฐาน ๔ 
ควรกล่าวว่า สุจริต ๓

แม้สุจริต ๓ เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของสุจริต ๓ 
ควรกล่าวว่า การสำรวมอินทรีย์ 

แม้การสำรวมอินทรีย์เราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของการสำรวมอินทรีย์ 
ควรกล่าวว่า สติสัมปชัญญะ 

แม้สติสัมปชัญญะเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของสติสัมปชัญญะ 
ควรกล่าวว่า การทำไว้ในใจโดยแยบคาย 

แม้การทำไว้ในใจโดยแยบคายเราก็กล่าวว่ามี อาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย 
ควรกล่าวว่า ศรัทธา 

แม้ศรัทธาเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของศรัทธา 
ควรกล่าวว่า การฟังสัทธรรม 

แม้การฟังสัทธรรมเราก็กล่าวว่ามีอาหาร มิได้กล่าวว่าไม่มีอาหาร 
ก็อะไรเป็นอาหารของการฟังสัทธรรม 
ควรกล่าวว่า การคบสัปบุรุษ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ด้วยประการดังนี้ 
การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 
การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ 
ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 
การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 
สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 
การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 
สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์
สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ 
โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ 
วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขาเมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม 
ซอกเขา ลำธารและห้วย ที่เต็ม ย่อมยังหนองให้เต็ม 
หนองที่เต็ม ย่อมยังบึงให้เต็ม 
บึงที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม 
แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม 
แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม 
มหาสมุทรสาครนั้นมีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ 
การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ 
ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 
การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ 
สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ 
การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ 
สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์
สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ 
โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ 
วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ 
____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๖๑

อุปาทาน ๔ และเหตุเกิดอุปาทาน


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อุปาทาน ๔ อย่างเหล่านี้. 

๔ อย่างเป็นไฉน? 

คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาย่อมไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่าง โดยชอบ คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติ ความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน. 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พวกเขา จึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทาน ทุกอย่างโดยชอบ คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ไม่บัญญัติ ความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่รู้ทั่วถึงฐานะ ๒ ประการเหล่านี้ ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้ อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขาไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 

เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่รู้ทั่วถึงฐานะอย่างหนึ่งนี้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงปฏิญาณลัทธิว่ารอบรู้อุปาทานทุกอย่าง แต่พวกเขา ไม่บัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ คือย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน บัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน บัญญัติความรอบรู้สีลัพพัตตุปาทาน ไม่บัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ความเลื่อมใสในศาสดาใด ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ 
ความเลื่อมใสในธรรมใด ความเลื่อมใสนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ 
ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ 
ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด ข้อนั้น เราไม่กล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ ในธรรมวินัยเห็นปานนี้แล 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เพราะข้อนั้น เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัยที่ศาสดากล่าวชั่วแล้ว ประกาศชั่วแล้ว มิใช่สภาพนำออกจากทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบ มิใช่อันผู้รู้เองโดยชอบประกาศไว้. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นแล เป็นผู้มีวาทะว่า รอบรู้อุปาทานทุกอย่าง ปฏิญาณอยู่ ย่อมบัญญัติความรอบรู้อุปาทานทุกอย่างโดยชอบ คือ ย่อมบัญญัติความรอบรู้กามุปาทาน ย่อมบัญญัติความรอบรู้ทิฏฐุปาทาน ย่อมบัญญัติความรู้สีลัพพัตตุปาทาน ย่อมบัญญัติความรอบรู้อัตตวาทุปาทาน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ความเลื่อมใสในศาสดาใด ความเลื่อมใสนั้น เรากล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ 
ความเลื่อมใสในธรรมใด ความเลื่อมใสนั้น เรากล่าวว่าไปแล้วโดยชอบ 
ความกระทำให้บริบูรณ์ในศีลใด ข้อนั้น เรากล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ 
ความเป็นที่รักและน่าพอใจในหมู่สหธรรมิกใด ข้อนั้น เรากล่าวว่า ไปแล้วโดยชอบ ในพระ ธรรมวินัยเห็นปานนี้แล 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เพราะข้อนั้น เป็นความเลื่อมใสในธรรมวินัยอันศาสดากล่าวดีแล้ว ประกาศดีแล้ว เป็นสภาพนำออกจากทุกข์ เป็นไปเพื่อความสงบอันท่านผู้รู้เองโดยชอบประกาศแล้ว. 

เหตุเกิดอุปาทานเป็นต้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อนึ่ง อุปาทาน ๔ เหล่านี้ มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

อุปาทาน ๔ เหล่านี้ มีตัณหาเป็นต้นเหตุ มีตัณหาเป็นเหตุเกิด มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ตัณหานี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุ เกิดมีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

ตัณหามีเวทนาเป็นต้นเหตุ มีเวทนาเป็นเหตุเกิด มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เวทนานี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

เวทนามีผัสสะเป็นต้นเหตุ มีผัสสะเป็นเหตุเกิด มีผัสสะเป็นกำเนิด มีผัสสะเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ผัสสะนี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

ผัสสะมีสฬายตนะเป็นต้นเหตุ มีสฬายตนะเป็นเหตุเกิด มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สฬายตนะนี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สฬายตนะ มีนามรูปเป็นต้นเหตุ มีนามรูปเป็นเหตุเกิด มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นามรูปนี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

นามรูปมีวิญญาณเป็นต้นเหตุ มีวิญญาณเป็นเหตุเกิด มีวิญญาณเป็นกำเนิด มีวิญญาณเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
วิญญาณนี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

วิญญาณมีสังขารเป็นต้นเหตุ มีสังขารเป็นเหตุเกิด มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังขารนี้เล่า มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด? 

สังขารมีอวิชชาเป็นต้นเหตุ มีอวิชชาเป็นเหตุเกิด มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เมื่อใดแล ภิกษุละอวิชชาได้แล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนั้นเพราะสำรอกอวิชชาเสียได้เพราะวิชชาบังเกิดขึ้น ย่อมไม่ถือมั่นกามุปาทาน ย่อมไม่ถือมั่นทิฏฐุปาทาน ย่อมไม่ถือมั่นสีลัพพัตตุปาทาน ย่อมไม่ถือมั่นอัตตวาทุปาทาน 
เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตน นั่นเทียว 
เธอย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ดังนี้. 

_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๒ ข้อที่ ๑๕๖ - ๑๕๘