26 กุมภาพันธ์ 2563

ปริยายสูตร - ว่าด้วยนิวรณ์ ๕

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อเช้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ข้าพระองค์ทั้งหลายได้มีความดำริว่า เวลานี้เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีก่อน ก็ยังเช้านัก ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ลำดับนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกได้ พูดกะข้าพระองค์ทั้งหลายว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลัง ปัญญา แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ดังนี้ แม้พวกเราก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลังปัญญา แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ในการแสดงธรรมของเรานี้ อะไรเป็นความแปลกกัน อะไรเป็นประโยชน์อันยิ่ง อะไรเป็นความต่างกัน ของพระสมณโคดมหรือของพวกเรา คือว่าธรรมเทศนาของพวกเรา กับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม หรืออนุศาสนีของพวกเรากับอนุศาสนีของพระสมณโคดม. 
ครั้งนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่ชื่นชม ไม่คัดค้านคำพูดของอัญญเดียรถีย์ ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยตั้งใจว่า เราทั้งหลายจักทราบเนื้อความ ของคำพูดนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ควรเป็นผู้อันเธอทั้งหลายพึงถามอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ปริยายที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วเป็น ๑๐ อย่าง ที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วเป็น ๑๔ อย่าง มีอยู่หรือ? 
พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกถูกเธอทั้งหลายถามอย่างนี้แล้ว จักแก้ไม่ได้เลย และจักถึงความอึดอัดอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร? 

เพราะเป็นปัญหาที่ถามในฐานะมิใช่วิสัย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรายังไม่แลเห็น บุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะยังจิตให้ยินดีด้วยการแก้ปัญหาเหล่านี้ เว้นเสียจากตถาคต สาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากตถาคต หรือจากสาวกของตถาคตนั้น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ปริยายที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วเป็น ๑๐ อย่าง เป็นไฉน? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้กามฉันทะในภายในก็เป็นนิวรณ์ 
แม้กามฉันทะในภายนอกก็เป็นนิวรณ์ 
คำว่า กามฉันทนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ กามฉันทนิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้พยาบาทในภายในก็เป็นนิวรณ์ 
แม้พยาบาทในภายนอกก็เป็นนิวรณ์ 
คำว่า พยาบาทนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ พยาบาทนิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ถีนะก็เป็นนิวรณ์ 
แม้มิทธะก็เป็นนิวรณ์ 
คำว่า ถีนมิทธนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ถีนมิทธนิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้อุทธัจจะก็เป็นนิวรณ์ 
แม้กุกกุจจะก็เป็นนิวรณ์ 
คำว่า อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายภายในก็เป็นนิวรณ์ 
แม้วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายในภายนอกก็เป็นนิวรณ์ 
คำว่า วิจิกิจฉานิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ วิจิกิจฉานิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปริยายนี้แล ที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วเป็น ๑๐ อย่างนี้. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ปริยายที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วเป็น ๑๔ อย่าง เป็นไฉน? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้สติในธรรมทั้งหลายในภายในก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ 
แม้สติในธรรมทั้งหลายในภายนอกก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ 
คำว่า สติสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมา สู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ สติสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง.

แม้ธรรมทั้งหลายในภายในที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจตราถึงความพินิจพิจารณาด้วยปัญญา ก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ 
แม้ธรรมทั้งหลายในภายนอกที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจตรา ถึงความพินิจพิจารณาด้วยปัญญา ก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ 
คำว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ความเพียรทางกายก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ 
แม้ความเพียรทางจิตก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ 
คำว่า วิริยสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ วิริยสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ปีติที่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติสัมโพชฌงค์ 
แม้ปีติที่ไม่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติสัมโพชฌงค์ 
คำว่า ปีติสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ปีติสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ความสงบกายก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ 
แม้ความสงบจิตก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ 
คำว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้สมาธิที่มีวิตกวิจารก็เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ 
แม้สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร ก็เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ 
คำว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้ โดยปริยายนี้ สมาธิสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
แม้ความวางเฉยในธรรมทั้งหลายในภายใน ก็เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 
แม้ความวางเฉยในธรรมทั้งหลายในภายนอก ก็เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ 
คำว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปริยายนี้แล ที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วเป็น ๑๔ อย่าง. 
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๕๔๗ - ๕๖๗

สัทธรรมปฏิรูปกสูตร - เหตุแห่งการเลือนหายหรือตั้งมั่นของพระสัทธรรม

พระมหากัสสป.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อยและภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ 

ดูกรกัสสป 

ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือ เมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า 
สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใดตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และ สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป 

ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรมชาติจึงหายไป ฉันใด 

พระสัทธรรมก็ฉันนั้น สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรม จึงเลือนหายไป ฯ 

ดูกรกัสสป 

ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ 

ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะอัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น 

พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ 

ดูกรกัสสป 

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม 

เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน 

คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพยำเกรง
ในพระศาสดา ๑ 
ในพระธรรม ๑ 
ในพระสงฆ์ ๑ 
ในสิกขา ๑ 
ในสมาธิ ๑ 
เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ

ดูกรกัสสป 

เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อม เพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม 

เหตุ ๕ ประการเป็นไฉน 

คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพยำเกรง
ในพระศาสดา ๑ 
ในพระธรรม ๑ 
ในพระสงฆ์ ๑ 
 ในสิกขา ๑ 
ในสมาธิ ๑ 
เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่น เฟือนไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ 

____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๕๓๑ - ๕๓๕

จูฬปุณณมสูตร - สัตบุรุษ(คนดี)และอสัตบุรุษ(คนไม่ดี)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ หรือไม่หนอ ฯ 

ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษไหมเล่า ฯ 

ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นก็ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ ภักดีต่ออสัตบุรุษ มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ มีการงานอย่างอสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัต บุรุษอย่างไร 
 
คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติ หลงลืม มีปัญญาทราม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ของอสัตบุรุษ ฯ
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างไร  

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติหลงลืม มีปัญญาทราม เป็นมิตร เป็นสหาย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อ ว่าเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างไร  

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความ คิดอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มักพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษ ในโลกนี้ มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร 

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า 
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล 
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล 
สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล 
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว ไม่มี 
โลกนี้ไม่มี โลกหน้า ไม่มี 
มารดาไม่มี บิดาไม่มี 
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี  
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ฯ
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษ ในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยไม่เคารพ ให้ทานไม่ใช่ด้วยมือของตน ทำความไม่อ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างไม่เข้าใจ เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล ให้ทาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษ ชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อสัตบุรุษนั่นแหละ  
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษอย่างนี้ 
ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  
มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  
ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  
เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็คติของอสัตบุรุษคืออะไร 

คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ หรือไม่หนอ ฯ 

ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหมเล่า ฯ 

ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ แม้ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ นั่นก็เป็นฐานะที่มีได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ภักดีต่อสัตบุรุษ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ มีความรู้อย่างสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ มีการงานอย่างสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างไร 

คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว
 มีสติตั้งมั่น มีปัญญา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ของสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างไร 

คือ สัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติ ตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ ภักดีต่อสัตบุรุษ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่าง สัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้ง ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้อย่าง สัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงาน อย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า  
ทานที่ให้แล้ว มีผล 
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล 
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล 
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี 
มารดามี บิดามี 
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี 
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร  

คือสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความ เห็นว่ามีผล จึงให้ทาน  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สัตบุรุษนั่นแหละ  
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างนี้ 
ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้  
มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้  
มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ 
ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  
เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คติของสัตบุรุษคืออะไร 

คือ ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชาในมนุษย์ ฯ 

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๑๓๐ - ๑๕๒

รโหคตสูตร - ว่าด้วยเวทนา

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาสความปริวิตกแห่งใจเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ ผู้หลีกเร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา ๓ อย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา พระผู้มีพระภาคตรัสเวทนา ๓ อย่างนี้ 
ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความ เสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ 
ทรงหมายเอาอะไรหนอ

ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ 

ดูกรภิกษุ 
เรากล่าวเวทนา ๓ นี้คือ 
สุขเวทนา 
ทุกขเวทนา 
อทุกขมสุขเวทนา 
เรากล่าวเวทนา ๓ นี้ 

ดูกรภิกษุ
เรากล่าวคำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นทุกข์ ดังนี้ 

ดูกรภิกษุ
ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นเองไม่เที่ยง 

ดูกรภิกษุ 
ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใด อย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นแหละมีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ฯ 

ดูกรภิกษุ 
ก็ลำดับนั้นแล เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ 
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ 
เมื่อเข้าทุติยฌานวิตกวิจารย่อมดับ 
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมดับ 
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับ 
เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน รูปสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ 
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมดับ ฯ 

ดูกรภิกษุ 
ลำดับนั้นแล เรากล่าวความสงบแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ 
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ 
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมสงบ ฯลฯ 
เมื่อเข้าสัญญา เวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมสงบ ราคะโทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสงบ ฯ

ดูกรภิกษุ 
ปัสสัทธิ ๖ อย่างนี้ คือ 
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ 
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ 
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ 
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลม อัสสาสะปัสสาสะย่อมระงับ 
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุขีณาสพย่อมระงับ ฯ 

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๙๑ - ๓๙๔

25 กุมภาพันธ์ 2563

สิงคาลกสูตร - การบูชาทิศทั้ง ๖


ดูกรคฤหบดีบุตร 
ท่านลุกขึ้นแต่เช้า ออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคองอัญชลีนอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ เพราะเหตุอะไรหนอ ฯ 

สิงคาลกคฤหบดีบุตร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คุณพ่อของข้าพระพุทธเจ้าเมื่อใกล้ จะตายได้สั่งไว้อย่างนี้ว่า ดูกรพ่อ เจ้าพึงนอบน้อมทิศทั้งหลายข้าพระพุทธเจ้าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาคำของคุณพ่อ จึงลุกขึ้นแต่เช้าออกจากกรุงราชคฤห์ มีผ้าชุ่ม มีผมเปียก ประคอง อัญชลี นอบน้อมทิศทั้งหลาย คือ ทิศเบื้องหน้า ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องล่าง ทิศเบื้องบนอยู่ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ในวินัยของพระอริยเจ้า เขาไม่นอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างนี้ ฯ 

สิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันอย่างไร ขอประทานโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ตามที่ในวินัยของพระอริยเจ้าท่านนอบน้อมทิศ ๖ กันนั้นเถิด 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ถ้าอย่างนั้น ท่านจงฟัง จงตั้งใจให้ดี เราจักกล่าว ฯ  

ดูกรคฤหบดีบุตร 
อริยสาวกละกรรมกิเลสทั้ง ๔ ได้แล้ว ไม่ทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ และไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ อริยสาวกนั้นเป็นผู้ปราศจากกรรมอันลามก ๑๔ อย่างนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ปกปิดทิศ ๖ ย่อมปฏิบัติเพื่อชำนะโลกทั้งสอง และเป็นอันอริยสาวกนั้นปรารภแล้ว ทั้งโลกนี้และโลกหน้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก อริยสาวกนั้นย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ 

กรรมกิเลส ๔ เป็นไฉน ที่อริยสาวกละได้แล้ว 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
กรรมกิเลส คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ 
กรรมกิเลส ๔ เหล่านี้ ที่อริยสาวกนั้นละได้แล้ว ฯ 

ปาณาติบาต อทินนาทาน มุสาวาท และการคบหาภรรยาผู้อื่น เรากล่าวว่าเป็น กรรมกิเลส บัณฑิตไม่สรรเสริญ ฯ 

อริยสาวกไม่กระทำบาปกรรมโดยฐานะ ๔ เป็นไฉน 

ปุถุชนถึง ฉันทาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ถึงโทสาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ถึงโมหาคติ ย่อมทำกรรมอัน ลามก ถึงภยาคติ ย่อมทำกรรมอันลามก ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ส่วนอริยสาวกย่อมไม่ถึงฉันทาคติ ย่อมไม่ถึงโทสาคติ ย่อมไม่ถึง โมหาคติ ย่อมไม่ถึงภยาคติ ท่านย่อมไม่ทำกรรมอันลามกโดยฐานะ ๔ เหล่านี้ 

ผู้ใดประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศของผู้นั้นย่อมเสื่อม ดังดวงจันทร์ในข้างแรม 
ผู้ใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความรัก ความชัง ความกลัว ความหลง ยศย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ดุจดวงจันทร์ในข้างขึ้น ฯ 

อริยสาวกย่อมไม่เสพทางเสื่อมแห่งโภคะ ๖ เป็นไฉน 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ 
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ 
การเที่ยวดูมหรสพเป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ 
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ 
การประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ 
การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน เป็นทางเสื่อมแห่งโภคะประการ ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมา คือ สุรา และเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการนี้ คือ 
ความเสื่อมทรัพย์อันผู้ดื่มพึงเห็นเอง ๑ 
ก่อการทะเลาะวิวาท ๑ 
เป็นบ่อเกิดแห่งโรค ๑ 
เป็นเหตุเสียชื่อเสียง ๑ 
เป็นเหตุไม่รู้จักละอาย ๑ 
มีบทที่ ๖ คือ เป็นเหตุทอนกำลังปัญญา ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการดื่มน้ำเมาคือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในกลางคืน ๖ ประการเหล่านี้ คือ 
ผู้นั้นชื่อว่าไม่คุ้มครอง ไม่รักษาตัว ๑ 
ไม่คุ้มครอง ไม่รักษา บุตรภรรยา ๑ 
ไม่คุ้มครอง ไม่รักษาทรัพย์สมบัติ ๑ 
เป็นที่ระแวงของคนอื่น ๑ 
คำพูดอันไม่เป็นจริง ในที่นั้นๆ ย่อมปรากฏในผู้นั้น ๑
อันเหตุแห่งทุกข์เป็นอันมากแวดล้อม ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการเที่ยวไปในตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษในการเที่ยวดูมหรสพ ๖ ประการเหล่านี้คือ 
รำที่ไหน ไปที่นั่น ๑ 
ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น ๑ 
ประโคมที่ไหนไปที่นั่น ๑ 
เสภาที่ไหนไปที่นั่น ๑ 
เพลงที่ไหน ไปที่นั่น ๑ 
เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร
โทษ ๖ ประการในการเที่ยวดูมหรสพ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๖ ประการเหล่านี้ คือ 
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ๑ 
ผู้แพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป ๑ 
ความเสื่อมทรัพย์ในปัจจุบัน ๑ 
ถ้อยคำของคนเล่นการพนัน ซึ่งไปพูดในที่ประชุมฟังไม่ขึ้น ๑ 
ถูกมิตร อมาตย์หมิ่นประมาท ๑ 
ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย เพราะเห็นว่า ชายนักเลงเล่นการพนัน ไม่สามารถจะเลี้ยงภรรยา ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการ พนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเหล่านี้แล ฯ

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตร ๖ ประการเหล่านี้ คือ 
นำให้เป็นนักเลงการพนัน ๑ 
นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้ ๑ 
นำให้เป็นนักเลงเหล้า ๑ 
นำให้เป็นคนลวงผู้อื่นด้วยของปลอม ๑ 
นำให้เป็นคนโกงเขาซึ่งหน้า ๑ 
นำให้เป็นคนหัวไม้ ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งการคบคนชั่วเป็นมิตรเหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้าน ๖ ประการ เหล่านี้ คือ 
มักให้อ้างว่าหนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ 
มักให้อ้างว่าร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ 
มักให้อ้างว่าเวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน ๑ 
มักให้อ้างว่ายังเช้าอยู่ แล้วไม่ทำการงาน ๑ 
มักให้อ้างว่าหิวนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑
มักให้อ้างว่าระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน ๑ 
เมื่อเขามากไปด้วยการอ้างเลศ ผลัดเพี้ยนการงานอยู่อย่างนี้ 
โภคะที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น 
ที่เกิดขึ้นแล้วก็ ถึงความสิ้นไป 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
โทษ ๖ ประการในการประกอบเนืองๆ ซึ่งความเกียจคร้านเหล่านี้แล ฯ 

เพื่อนในโรงสุราก็มี เพื่อนกล่าวแต่ปากว่าเพื่อนๆ ก็มี ส่วนผู้ใดเป็นสหายในเมื่อความต้องการเกิดขึ้นแล้ว ผู้นั้นจัดว่าเป็นเพื่อนแท้ 

เหตุ ๖ ประการ คือ 
การนอนสาย ๑ 
การเสพภรรยาผู้อื่น ๑ 
ความประสงค์ผูกเวร ๑ 
ความเป็นผู้ทำแต่สิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑ 
มิตรชั่ว ๑ 
ความเป็นผู้ตระหนี่เหนียวแน่นนัก ๑ 
เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุขที่จะพึงได้พึงถึงคนมีมิตรชั่ว มีเพื่อนชั่ว มีมรรยาทและการเที่ยวชั่ว ย่อมเสื่อมจากโลกทั้งสอง คือ จากโลกนี้และจากโลกหน้า 

เหตุ ๖ ประการ คือ 
การพนันและหญิง ๑ 
สุรา ๑ 
ฟ้อนรำขับร้อง ๑ 
นอนหลับในกลางวัน บำเรอตนในสมัยมิใช่การ ๑ 
มิตรชั่ว ๑ 
 ความตระหนี่เหนียว แน่นนัก ๑ 
เหล่านี้ ย่อมกำจัดบุรุษเสียจากประโยชน์สุข ที่จะพึงได้ พึงถึง 
ชนเหล่าใดเล่นการพนัน ดื่มสุรา เสพหญิงภรรยาที่รักเสมอ ด้วยชีวิตของผู้อื่น คบแต่คนต่ำช้า และไม่คบหาคนที่มีความเจริญ ย่อมเสื่อมเพียงดังดวงจันทร์ในข้างแรม 
ผู้ใดดื่มสุรา ไม่มีทรัพย์ หาการงานทำเลี้ยงชีวิตมิได้ เป็นคนขี้เมา ปราศจากสิ่งเป็นประโยชน์ เขาจักจมลงสู่หนี้เหมือนก้อนหินจมน้ำ ฉะนั้น จักทำความอากูลแก่ตนทันที คนมักมีการนอนหลับในกลางวัน เกลียดชังการลุกขึ้นในกลางคืน เป็นนักเลงขี้เมาเป็นนิจ ไม่อาจครอบครองเหย้าเรือนให้ดีได้ ประโยชน์ทั้งหลายย่อมล่วงเลยชายหนุ่มที่ละทิ้งการงาน ด้วยอ้างเลศว่า หนาวนัก ร้อนนัก เวลานี้เย็นเสียแล้ว ดังนี้เป็นต้น 
ส่วนผู้ใดไม่สำคัญความหนาว และความร้อนยิ่งไปกว่าหญ้า ทำกิจของบุรุษอยู่ ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อม จากความสุขเลย ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คน ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ 
คนนำสิ่งของๆ เพื่อนไปถ่ายเดียว [คนปอกลอก] ๑ 
คนดีแต่พูด ๑ 
คนหัวประจบ ๑ 
คนชักชวนในทางฉิบหาย ๑ 
ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ 
เป็นคนคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ๑ 
เสียให้น้อยคิดเอาให้ได้มาก ๑ 
ไม่รับทำกิจของเพื่อนในคราวมีภัย ๑ 
คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว ๑ 
 
ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนปอกลอก ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตรเป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตร โดยสถาน ๔ คือ 
เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย ๑ 
อ้างเอาของที่ยังไม่มาถึงมาปราศรัย ๑ 
สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้ ๑ 
เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข้อง [ออกปากพึ่งมิได้] ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนดีแต่พูด ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ 
ตามใจเพื่อนให้ทำความชั่ว [จะทำชั่วก็คล้อยตาม] ๑ 
ตามใจเพื่อนให้ทำความดี [จะทำดีก็คล้อยตาม] ๑ 
ต่อหน้าสรรเสริญ ๑
ลับหลังนินทา ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนหัวประจบ ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตร เป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ คือ 
ชักชวนให้ดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ 
ชักชวนให้เที่ยวตามตรอกต่างๆ ในเวลากลางคืน ๑ 
ชักชวนให้เที่ยวดูการมหรสพ ๑ 
ชักชวนให้เล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
คนชักชวนในทางฉิบหาย ท่านพึงทราบว่าไม่ใช่มิตรเป็นแต่คนเทียมมิตรโดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ มิตรปอกลอก ๑ มิตรดีแต่พูด ๑ มิตรหัวประจบ ๑ มิตรชักชวนในทางฉิบหาย ๑ ว่าไม่ใช่มิตรแท้ ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เหมือนคนเดินทางเว้นทางที่มีภัย ฉะนั้น ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ 
มิตรมีอุปการะ ๑ 
มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ ๑ 
มิตรแนะประโยชน์ ๑ 
มิตรมีความรักใคร่ ๑ 
ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรมีใจดี [เป็นมิตรแท้] ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ 
รักษาเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ 
รักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว ๑ 
เมื่อมีภัยเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ 
เมื่อกิจที่จำต้องทำเกิดขึ้นเพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า [เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก] ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรมีอุปการะ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ 
บอกความลับ [ของตน] แก่เพื่อน ๑ 
ปิดความลับของเพื่อน ๑ 
ไม่ละทิ้งในเหตุอันตราย ๑ 
แม้ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน์แก่เพื่อนได้ ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ 
ห้ามจากความชั่ว ๑ 
ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ 
ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ 
บอกทางสวรรค์ให้ ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรแนะประโยชน์ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้ โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ คือ 
ไม่ยินดีด้วยความเสื่อมของเพื่อน ๑ 
ยินดีด้วยความเจริญของเพื่อน ๑ 
ห้ามคนที่กล่าวโทษเพื่อน ๑ 
สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน ๑ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรมีความรักใคร่ ท่านพึงทราบ ว่าเป็นมิตรแท้โดยสถาน ๔ เหล่านี้แล ฯ

บัณฑิตรู้แจ้งมิตร ๔ จำพวกเหล่านี้ คือ 
มิตรมีอุปการะ ๑ 
มิตรร่วมสุข ร่วมทุกข์ ๑ 
มิตรแนะประโยชน์ ๑ 
มิตรมีความรักใคร่ ๑ 
ว่าเป็นมิตรแท้ ฉะนี้แล้ว พึงเข้าไปนั่งใกล้โดยเคารพเหมือนมารดากับบุตร ฉะนั้น บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมรุ่งเรืองส่องสว่างเพียงดังไฟ เมื่อบุคคลออมโภคสมบัติอยู่เหมือนแมลงผึ้งผนวกรัง โภคสมบัติย่อมถึงความสั่งสมดุจจอมปลวกอันตัวปลวกก่อขึ้น ฉะนั้น 
คฤหัสถ์ในตระกูลผู้สามารถ ครั้นสะสมโภคสมบัติได้อย่างนี้แล้ว พึงแบ่งโภคสมบัติออกเป็นสี่ส่วน เขาย่อมสมานมิตรไว้ได้ 
พึงใช้สอยโภคสมบัติด้วยส่วนหนึ่ง 
พึงประกอบการงานด้วยสองส่วน 
พึงเก็บส่วนที่สี่ไว้ด้วย หมายว่าจักมีไว้ในยามอันตราย ดังนี้ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ก็อริยสาวกเป็นผู้ปกปิดทิศทั้ง ๖ อย่างไร 

ท่านพึงทราบ ทิศ ๖ เหล่านี้ คือ 
พึงทราบมารดาบิดาว่าเป็นทิศเบื้องหน้า 
อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา 
บุตรและภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง 
มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย
ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ 
สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้า อันบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ 
ด้วยตั้งใจไว้ว่าท่านเลี้ยงเรามา เราจักเลี้ยงท่านตอบ ๑ 
จักรับทำกิจของท่าน ๑ 
จักดำรงวงศ์สกุล ๑ 
จักปฏิบัติตนให้เป็นผู้สมควรรับทรัพย์มรดก ๑
ก็หรือเมื่อท่านละไปแล้ว ทำกาลกิริยาแล้ว จักตามเพิ่มให้ซึ่งทักษิณา ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ คือ 
ห้ามจากความชั่ว ๑ 
ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ 
ให้ศึกษา ศิลปวิทยา ๑ 
หาภรรยาที่สมควรให้ ๑ 
มอบทรัพย์ให้ในสมัย ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มารดาบิดาผู้เป็นทิศเบื้องหน้าอันบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหน้านั้น ชื่อว่าอันบุตรปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ

ดูกรคฤหบดีบุตร 
อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ 
ด้วยลุกขึ้นยืนรับ ๑ 
ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้ ๑ 
ด้วยการเชื่อฟัง ๑
ด้วยการปรนนิบัติ ๑  
ด้วยการเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวา อันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ คือ 
แนะนำดี ๑ 
ให้เรียนดี ๑ 
บอกศิษย์ด้วยดีในศิลปวิทยา ทั้งหมด ๑ 
ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง ๑ 
ทำความป้องกันในทิศทั้งหลาย ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
อาจารย์ผู้เป็นทิศเบื้องขวาอันศิษย์บำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่า นี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องขวานั้น ชื่อว่าอันศิษย์ปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ 
ด้วยยกย่องว่าเป็นภรรยา ๑ 
ด้วยไม่ดูหมิ่น ๑ 
ด้วยไม่ประพฤตินอกใจ ๑ 
ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้ ๑ 
ด้วยให้เครื่องแต่งตัว ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ คือ 
จัดการงานดี ๑ 
สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี ๑ 
ไม่ประพฤตินอกใจผัว ๑ 
รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ ๑ 
ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ภรรยาผู้เป็นทิศเบื้องหลังอันสามีบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องหลังนั้น ชื่อว่าอันสามีปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ 
ด้วยการให้ปัน ๑ 
ด้วยเจรจาถ้อยคำเป็นที่รัก ๑ 
ด้วยประพฤติประโยชน์ ๑ 
ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ ๑ 
ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ คือ 
รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ 
รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว ๑ 
เมื่อมิตรมีภัยเอาเป็นที่พึ่งพำนักได้ ๑ 
ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ ๑ 
นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร ๑ ฯ

ดูกรคฤหบดีบุตร 
มิตรผู้เป็นทิศเบื้องซ้ายอันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องซ้ายนั้น ชื่อว่าอันกุลบุตรปกปิดให้เกษม สำราญ ให้ไม่มีภัยด้วยประการฉะนี้ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ คือ 
ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง ๑ 
ด้วยให้อาหารและรางวัล ๑ 
ด้วยรักษาในคราวเจ็บไข้ ๑ 
ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน ๑
ด้วยปล่อยในสมัย ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ คือ 
ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย ๑ 
เลิกการงานทีหลังนาย ๑ 
ถือเอาแต่ของที่นายให้ ๑ 
ทำการงานให้ดีขึ้น ๑
นำคุณของนายไปสรรเสริญ ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
ทาสกรรมกรผู้เป็นทิศเบื้องต่ำอันนายบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ เหล่านี้ ทิศเบื้องต่ำนั้น ชื่อว่าอันนายปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนั้น ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรพึงบำรุงด้วย สถาน ๕ คือ 
ด้วยกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ 
ด้วยวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ๑ 
ด้วยมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตา ๑ 
ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู ๑
ด้วยให้อามิสทานเนืองๆ ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ คือ 
ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว ๑ 
ให้ตั้งอยู่ในความดี ๑ 
อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม ๑ 
ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ๑ 
ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ๑ 
บอกทางสวรรค์ให้ ๑ ฯ 

ดูกรคฤหบดีบุตร 
สมณพราหมณ์ผู้เป็นทิศเบื้องบน อันกุลบุตรบำรุงด้วยสถาน ๕ เหล่านี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ เหล่านี้ ทิศเบื้องบนนั้น ชื่อว่าอันกุลบุตร ปกปิดให้เกษมสำราญ ให้ไม่มีภัย ด้วยประการฉะนี้ ฯ

มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา บุตรภรรยาเป็น ทิศเบื้องหลัง มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย ทาสกรรมกรเป็นทิศเบื้องต่ำ สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในสกุลผู้สามารถควรนอบน้อมทิศ เหล่านี้ บัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นคนละเอียดและมีไหวพริบ มีความประพฤติเจียมตนไม่ดื้อกระด้าง ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ คนหมั่น ไม่เกียจคร้านย่อมไม่หวั่นไหว ในอันตรายทั้งหลาย คนมีความ ประพฤติไม่ขาดสาย มีปัญญา ผู้เช่นนั้นย่อมได้ยศ คนผู้สงเคราะห์ แสวงหามิตรที่ดี รู้เท่าถ้อยคำที่เขากล่าว ปราศจากตระหนี่ เป็นผู้ แนะนำแสดงเหตุผลต่างๆ เนืองๆ ผู้เช่นนั้น ย่อมได้ยศ การให้ ๑ เจรจาไพเราะ ๑ การประพฤติให้เป็นประโยชน์ ๑ ความเป็นผู้มีตน เสมอในธรรมทั้งหลาย ในคนนั้นๆตามควร ๑ ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว น้ำใจในโลกเหล่านี้แล เป็นเหมือนสลักรถอันแล่นไปอยู่ ถ้าธรรม เครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาและบิดาไม่พึงได้ความนับถือ หรือความบูชาเพราะเหตุแห่งบุตร เพราะบัณฑิตทั้งหลายพิจารณาเห็น ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวเหล่านี้โดยชอบ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นจึงถึง ความเป็นใหญ่และเป็นผู้อันหมู่ชนสรรเสริญทั่วหน้า ดังนี้ ฯ 

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสฉะนี้แล้ว สิงคาลกคฤหบดีบุตรได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ฉันใดพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้น เหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุ สงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฉะนี้แล ฯ 

______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๑ ข้อที่ ๑๗๒ - ๒๐๖

มิคสาลาสูตร - บุคคล ๖ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลก


อานนท์.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของอุบาสิกาชื่อมิคสาลา แล้วนั่งบนอาสนะที่ได้ปูไว้ ลำดับนั้น อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเข้าไปหาข้าพระองค์ถึงที่อยู่ กราบไหว้ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วนี้ ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ และคนหนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพ อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร คือ บิดาของดิฉันชื่อปุราณะ เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมของชาวบ้าน ท่านกระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต บุรุษชื่ออิสิทัตตะผู้เป็นที่รักของบิดาของดิฉัน เป็นผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์ (แต่) ยินดีด้วยภรรยาของตน แม้เขากระทำกาละแล้ว พระผู้มีพระภาคก็ ทรงพยากรณ์ว่า เป็นสกทาคามีบุคคลเข้าถึงหมู่เทวดาชั้นดุสิต ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วนี้ที่เป็นเหตุให้คน ๒ คน คือ คนหนึ่งประพฤติพรหมจรรย์ และคน หนึ่งไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกัน อันวิญญูชนพึงรู้ทั่วถึงได้อย่างไร เมื่อ อุบาสิกาชื่อมิคสาลากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะอุบาสกชื่อมิคสาลาดังนี้ว่า ดูกรน้องหญิง ก็ข้อนี้พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ไว้อย่างนั้นแล ฯ
     
ดูกรอานนท์ 
ก็อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเป็นพาล ไม่ฉลาด เป็นสตรี รู้ตัวว่าเป็นสตรี เป็นอะไร และพระสัมมาสัมพุทธะเป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนดรู้ ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล 

ดูกรอานนท์ 
บุคคล ๖ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก 

๖ จำพวกเป็นไฉน 

ดูกรอานนท์
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากบาป มีการอยู่ร่วมเป็นสุข พวกชนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน ย่อมยินดียิ่งด้วยการอยู่ร่วมกัน เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย เขาตายไปแล้วย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ  
ดูกรอานนท์ 
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากบาป มีการอยู่ร่วมเป็นสุข พวกคนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน ย่อมยินดียิ่งด้วยการอยู่ร่วมกัน เขาได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูตได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย เขาตายไปแล้วย่อมไปทางเจริญไม่ไปทางเสื่อม เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม 

ดูกรอานนท์ 
พวกชนผู้ถือประมาณย่อมประมาณในเรื่องนั้นว่า ธรรมของชนแม้นี้ก็เหล่านั้นและธรรมของชนแม้อื่นก็เหล่านั้นแหละ เหตุไฉน บรรดาคน ๒ คนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณเหล่านั้น เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน 

ดูกรอานนท์ 
ใน ๒ คนนั้น บุคคลใดเป็นผู้งดเว้นจากบาป มีการอยู่ร่วมเป็นสุข พวกคนที่ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกันย่อมยินดีด้วยการอยู่ร่วมกัน เขาได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติ แม้ที่เกิดในสมัย 

ดูกรอานนท์ 
บุคคลนี้ดีกว่า และประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้นโน้น 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่านอกจากตถาคตจะพึงรู้เหตุนั้น เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายอย่าได้เป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล และอย่าได้ถือประมาณใน บุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ ฯ 

ดูกรอานนท์ 
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งบางคราว โลกธรรมย่อมเกิดแก่เขา เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย เมื่อตายไปแล้ว เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ
     
ดูกรอานนท์ 
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งบางคราว โลภธรรมย่อมเกิดแก่เขา เขาได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟังได้กระทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย เมื่อตายไปแล้ว เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ฯลฯ 
 
ดูกรอานนท์ 
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งบางคราว วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา เขาไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วยการฟัง ไม่ได้กระทำกิจแม้ด้วย ความเป็นพหูสูต ไม่ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมไม่ได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย เมื่อตายไปแล้ว เขาย่อมไปทางเสื่อม ไม่ไปทางเจริญ เป็นผู้ถึงทางเสื่อม ไม่เป็นผู้ถึงทางเจริญ ฯ 

ดูกรอานนท์ 
อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความโกรธและความถือตัว บางครั้งบาง คราว วจีสังขารย่อมเกิดแก่เขา เขาได้ทำกิจแม้ด้วยการฟัง ได้ทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัยเมื่อตายไปแล้ว เขาย่อมไปทางเจริญ ไม่ไปทางเสื่อม เป็นผู้ถึงทางเจริญ ไม่เป็นผู้ถึงทางเสื่อม 

ดูกรอานนท์ 
พวกคนที่ถือประมาณ ย่อมประมาณเรื่องนั้นว่าธรรมของคนนี้ก็เหล่านั้นแหละ ธรรมของคนแม้อื่นก็เหล่านั้นแหละ เหตุไฉนบรรดาคน ๒ คนนั้น คนหนึ่งเลว คนหนึ่งดี ก็การประมาณของคนผู้ถือประมาณ เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน 

ดูกรอานนท์ 
ใน ๒ คนนั้น บุคคลใดมีความโกรธและความถือตัว และบางครั้งบางคราว วจีสังขารย่อมเกิดแก่ เขา เขาได้ทำกิจแม้ด้วยการฟัง ได้ทำกิจแม้ด้วยความเป็นพหูสูต ได้แทงตลอดแม้ด้วยทิฐิ ย่อมได้วิมุตติแม้ที่เกิดในสมัย บุคคลนี้เป็นผู้ดีกว่าและประณีตกว่าบุคคลที่กล่าวข้างต้นโน้น 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
เพราะกระแสแห่งธรรมย่อมถูกต้องบุคคลนี้ ใครเล่านอกจากตถาคตจะพึงรู้เหตุ นั้น เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เธอทั้งหลายอย่าเป็นผู้ชอบประมาณในบุคคล และอย่าได้ ถือประมาณในบุคคล เพราะผู้ถือประมาณในบุคคล ย่อมทำลายคุณวิเศษของตน เราหรือผู้ที่ เหมือนเราพึงถือประมาณในบุคคลได้ 

ดูกรอานนท์ 
ก็อุบาสิกาชื่อมิคสาลาเป็นพาล ไม่ฉลาด เป็นสตรี รู้ตัวว่าเป็นสตรี เป็นอะไร และพระสัมมาสัมพุทธะเป็นอะไร ในญาณเครื่องกำหนด รู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของบุคคล ดูกรอานนท์ บุคคล ๖ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ ในโลก 

ดูกรอานนท์ 
บุรุษชื่อปุราณะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นใด บุรุษชื่ออิสิทัตตะก็เป็นผู้ประกอบด้วยศีลเช่นนั้นบุรุษชื่อปุราณะได้รู้แม้คติของบุรุษชื่ออิสิทัตตะก็หามิได้ อนึ่ง บุรุษชื่ออิสิทัตตะ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นใด บุรุษชื่อปุราณะก็ได้เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาเช่นนั้น บุรุษชื่ออิสิทัตตะได้รู้แม้คติของบุรุษชื่อปุราณะก็หามิได้ 

ดูกรอานนท์ 
คนทั้ง ๒ เลวกว่า กันด้วยองคคุณคนละอย่างด้วยประการฉะนี้ ฯ 

______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๓๑๕

สัลลัตถสูตร - ความต่างกันระหว่าง ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ และอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ในชน ๒ จำพวกนั้น อะไรเป็นความพิเศษ เป็น ความแปลก เป็นเครื่องทำให้ต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ 

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมทั้งหลายของพวกข้าพระองค์มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐานฯลฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ทุบอก คร่ำครวญ ย่อมถึงความงมงาย เขาย่อมเสวยเวทนา ๒ อย่าง คือ เวทนาทางกายและเวทนาทางใจ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนนายขมังธนู พึงยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำ บุรุษนั้นด้วยลูกศรดอกที่ ๒ อีก ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศร ๒ อย่าง คือ ทางกายและทางใจ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อันทุกข เวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเศร้าโศก ร่ำไรรำพัน ทุบอกคร่ำครวญ ย่อมถึงความงมงาย เขาย่อม เสวยเวทนา ๒ อย่าง คือเวทนาทางกายและเวทนาทางใจ อนึ่ง เขาเป็นผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมนอนตามเขาผู้มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา เขาเป็นผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมเพลิดเพลินกามสุข 

ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร 

เพราะปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้อุบายเครื่องสลัดออกจากทุกขเวทนานอกจากกามสุข และเมื่อเขาเพลิดเพลินกามสุขอยู่ ราคานุสัยเพราะสุขเวทนานั้นย่อมนอนเนื่อง 
เขาย่อมไม่รู้เหตุเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง 
เมื่อเขาไม่รู้เหตุเกิดความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมนอนเนื่อง 
เขาย่อมเสวยสุขเวทนา เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น 
ย่อมเสวยทุกขเวทนา เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวย อทุกขเวทนานั้น 
และย่อมเสวยอทุกขมสุขเวทนา เป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ประกอบด้วยชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า เป็นผู้ประกอบด้วยทุกข์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฝ่ายอริยสาวกผู้ได้สดับ อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร ไม่รำพัน ไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความงมงาย เธอย่อมเสวยเวทนา ทางกายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนนายขมังธนูพึงยิงบุรุษด้วยลูกศร ยิงซ้ำบุรุษ นั้นด้วยลูกศรดอกที่ ๒ ผิดไป ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนั้นย่อมเสวยเวทนาเพราะลูกศรดอกเดียว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ร่ำไร ไม่รำพันไม่ทุบอกคร่ำครวญ ไม่ถึงความงมงาย เธอย่อมเสวยเวทนาทาง กายอย่างเดียว ไม่ได้เสวยเวทนาทางใจ อนึ่ง เธอย่อมไม่มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนานั้น ปฏิฆานุสัยเพราะทุกขเวทนานั้น ย่อมไม่นอนตามเธอผู้ไม่มีความขัดเคืองเพราะทุกขเวทนา เธอผู้อันทุกขเวทนาถูกต้องแล้ว ย่อมไม่เพลิดเพลินกามสุข 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

เพราะอริยสาวกผู้ได้สดับนั้น ย่อมรู้ชัดซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกจากทุกขเวทนา นอกจากกามสุข 
เมื่อเธอไม่เพลิดเพลินกามสุข ราคานุสัยเพราะสุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง 
เธอย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง 
เมื่อเธอรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง อวิชชานุสัยเพราะอทุกขมสุขเวทนาย่อมไม่นอนเนื่อง 
ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น 
ถ้าเสวยทุกขเวทนาย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น 
ถ้าเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนานั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วนี้ เราเรียกว่า เป็นผู้ปราศจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เราย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ปราศจากทุกข์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้แลเป็นความพิเศษ เป็นความแปลกกัน เป็นเครื่องกระทำให้ต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้ สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฯ 

อริยสาวกนั้นเป็นผู้มีปัญญา ทั้งเป็นพหูสูต ย่อมไม่เสวยทั้งสุขเวทนา ทั้งทุกขเวทนา 
นี้แล เป็นความแปลกกัน ระหว่างธีรชนผู้ฉลาด กับปุถุชน 
ธรรมส่วนที่น่าปรารถนา ย่อมไม่ย่ำยีจิตของอริยสาวกนั้น ผู้มีธรรมอันรู้แจ้งแล้ว เป็นพหูสูตเห็นแจ้งโลกนี้และโลกหน้าอยู่ ท่านย่อมไม่ถึงความขัดเคืองเพราะอนิฏฐารมณ์ 
อนึ่ง เวทนาเป็นอันตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะอริยสาวกนั้นไม่ยินดีและไม่ยินร้าย 
อริยสาวกนั้นรู้ทางดำเนินอันปราศจากธุลีและหาความโศกมิได้ ย่อมเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพรู้โดยชอบ ฯ 
______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๖๙ - ๓๗๓

เคลัญญสูตรที่ ๑ - พึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ  
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลานี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ 

ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น 
เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า สุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล 
ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่ 
ย่อมละราคานุสัย ในกายและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ 
ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น 
เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า 
ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัย ปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่ 
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไปความคลายไป ความดับ ความสละคืน ในกายและในทุกขเวทนาอยู่ 
ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ 
อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น
เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา 
ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 
ย่อมละอวิชชานุสัย ในกายและในอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ ฯ 

ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยงไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ 

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน 

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น 

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนา นั้น 

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด 
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด 
ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด 
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด 
ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุด 
ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินจักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ 

_________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๗๔ - ๓๘๑

24 กุมภาพันธ์ 2563

เขตตสูตร - ทานที่ทำแก่สมณพราหมณ์ผู้มีศีลสมบูรณ์ ย่อมนำมาซึ่งกุศลอันสมบูรณ์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก 

นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นาในโลกนี้ 
เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑
เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑ 
เป็นที่ดินเค็ม ๑ 
เป็นที่ไถลงลึกไม่ได้ ๑ 
เป็นที่ไม่มีทางน้ำเข้า ๑ 
เป็นที่ไม่มีทางน้ำออก ๑ 
เป็นที่ไม่มีเหมือง ๑  
เป็นที่ไม่มีคันนา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีความดีใจมาก ไม่มีความเจริญมาก 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ฉันนั้นเหมือนกันแล ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมาก ไม่เจริญแพร่หลายมาก

สมณพราหมณ์ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมณพราหมณ์ในโลกนี้ 
เป็นมิจฉาทิฐิ ๑ 
เป็นมิจฉาสังกัปปะ ๑ 
เป็นมิจฉาวาจา ๑
เป็นมิจฉากัมมันตะ ๑ 
เป็นมิจฉาอาชีวะ ๑ 
เป็นมิจฉาวายามะ ๑ 
เป็นมิจฉาสติ ๑
เป็นมิจฉาสมาธิ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่รุ่งเรืองมากไม่เจริญแพร่หลายมาก ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ส่วนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ มีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก 

นาประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นาในโลกนี้
ไม่เป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ๑ 
ไม่เป็นที่ปนหินปนกรวด ๑ 
ไม่เป็นที่ดินเค็ม ๑ 
เป็นที่ไถลงลึกได้ ๑ 
เป็นที่มีทางน้ำเข้าได้ ๑ 
เป็นที่มีทางน้ำออกได้ ๑ 
เป็นที่มีเหมือง ๑ 
เป็นที่มีคันนา ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พืชที่หว่านลงในนาอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีความดีใจมาก มีความเจริญมาก 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกันทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลายมาก 

สมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมณพราหมณ์ในโลกนี้
เป็นสัมมาทิฐิ ๑ 
เป็นสัมมาสังกัปปะ ๑ 
เป็นสัมมาวาจา ๑ 
เป็นสัมมากัมมันตะ ๑
เป็นสัมมาอาชีวะ ๑ 
เป็นสัมมาวายามะ ๑ 
เป็นสัมมาสติ ๑ 
เป็นสัมมาสมาธิ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ทานที่บุคคลให้ในสมณพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างนี้ ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความรุ่งเรืองมาก มีความเจริญแพร่หลายมาก ฉะนี้ ฯ 
 
พืชอันหว่านลงในนาที่สมบูรณ์ เมื่อฝนตกต้องตามฤดูกาล ธัญชาติย่อมงอกงาม ไม่มีศัตรูพืช ย่อมแตกงอกงาม ถึงความไพบูลย์ ให้ผลเต็มที่ ฉันใด 
โภชนะที่บุคคลถวายในสมณพราหมณ์ผู้มีศีลสมบูรณ์ ก็ฉันนั้น ย่อมนำมาซึ่งกุศล อันสมบูรณ์ เพราะกรรมที่เขาทำนั้นสมบูรณ์แล้ว เพราะฉะนั้น บุคคลในโลกนี้ผู้หวังกุศลสัมปทา จงเป็นผู้มีประโยชน์ถึงพร้อม พึงคบหาท่านผู้มีปัญญาสมบูรณ์ ปุญญสัมปทา ย่อมสำเร็จได้อย่างนี้ 

ท่านผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ได้จิตสัมปทาแล้ว กระทำกรรมให้บริบูรณ์ ย่อมได้ผล บริบูรณ์ รู้โลกนี้ตามเป็นจริงแล้ว พึงถึงทิฐิสัมปทา อาศัยมรรคสัมปทา มีใจบริบูรณ์ ย่อมบรรลุอรหัต เพราะกำจัดมลทินทั้งปวงได้แล้ว บรรลุนิพพานสัมปทาได้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง การหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงนั้น จัดเป็นสรรพสัมปทา ฯ 

_________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๒๔

22 กุมภาพันธ์ 2563

กัจจานโคตตสูตร - สัมมาทิฐิ

กัจจานะ.  พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ 

ดูกรกัจจานะ 
โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑ 
ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี 
เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี
โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ 

ดูกรกัจจานะ 
ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ 
ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี 
ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า 
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร 
เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... 
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ 
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... 
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ 
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๔๒ - ๔๔

ปัญญาสูตร - ปัจจัย ๘ ประการ เป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 

๘ ประการเป็นไฉน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่งผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรักและความเคารพไว้อย่างแรงกล้า 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ข้อที่ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว 

เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว 
เธอเข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการแก่เธอ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๒ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 

เธอฟังธรรมนั้นแล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๓ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 

เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจรมีปรกติเห็นภัย ในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยข้อที่ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 

เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมากทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ซึ่งธรรมทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๕ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 

เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความพร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย ข้อที่ ๖ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 

อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่างๆ ไม่พูดเรื่องไม่เป็นประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดงบ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๗ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง ปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 

อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า 
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ 
เวทนาเป็นดังนี้ ... 
สัญญาเป็นดังนี้ ... 
สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้ ... 
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๘ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ
     
เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้าท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญ เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้าท่านได้เข้าไปหาแล้วไต่ถาม สอบถาม เป็นครั้งคราวว่า ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ทำให้แจ้ง และย่อมบรรเทา ความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการ แก่ภิกษุนั้น ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ...เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือ ความสงบกายและความสงบจิตให้ถึงพร้อม ท่านผู้มีอายุ ผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นเป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ ก็เป็นไปเพื่อความรัก ... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นผู้มีศีล ... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นพหูสูต ... แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฐิ ท่านผู้มีอายุนี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ปรารภ ความเพียร ... ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อม เห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน ฯ
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้เข้าประชุม สงฆ์ ... ไม่ดูหมิ่นความนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควร เห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก ...เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฯ 
อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมพิจารณา เห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ ... ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ท่านผู้ มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นเป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็ย่อมเป็นไปเพื่อ ความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นไป เพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว ฯ 
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๙๒

ปุญญวิปากสูตร - ผลแห่งบุญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราย่อมรู้ชัดซึ่งผลแห่งบุญอันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้ว ตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี ครั้นแล้ว เราไม่ได้กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ [ถูกไฟไหม้] เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ 
เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่า 
ได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ใครๆ ครอบงำไม่ได้ มีความเห็นแน่นอน มีอำนาจเต็ม 
เป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง 
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชามีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบท ถึงความสถาพรตั้งมั่นประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้วเป็นที่ ๗ 
อนึ่ง เราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เราครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมี มหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศาตรา ฯ 
เชิญดูผลแห่งบุญกุศลของบุคคลผู้แสวงหาความสุข 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราเจริญเมตตาจิตมาแล้ว ๗ ปี ไม่ต้องกลับมาสู่ โลกนี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป 
เมื่อโลกถึงความพินาศ เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ 
เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราเข้าถึงวิมานอันว่างเปล่า 
ในกาลนั้น เราเป็นท้าวมหา พรหมผู้มีอำนาจเต็ม ๗ ครั้ง 
เป็นท้าวสักกะจอมเทพเสวย สมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง 
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเศกแล้ว เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ปกครองปฐพีมณฑลนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา สั่งสอนคนในปฐพีมณฑลนั้นโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุนผลัน 
ครั้นได้เสวยราชในปฐพีมณฑล นี้โดยธรรมแล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมากมาย ทั้งบริบูรณ์พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ อันอำนวย ความประสงค์ให้ทุกอย่าง ฐานะดังที่กล่าวมานี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้สงเคราะห์ประชาชาวโลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุที่ท่านเรียกว่าเป็นเจ้าแผ่นดิน เพราะความเป็นใหญ่ เราเป็น พระราชาผู้เรืองเดช มีอุปกรณ์เครื่องให้ปลื้มใจมากมาย มีฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป ใครบ้าง ได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใสแม้จะเป็นคนมีชาติต่ำ 
เพราะฉะนั้นแหละ ผู้มุ่งประโยชน์ จำนงหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรม ฯ 

______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๕๙

ภริยาสูตร - ภริยา ๗ จำพวก

ดูกรคฤหบดี 
เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านจึงส่งเสียงอื้ออึง เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน 

อนาถบิณฑิกเศรษฐี.  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดาคนนี้ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ในเรือน นางไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี แม้แต่พระผู้มีพระภาคนางก็ไม่สักการะเคารพนับถือบูชา 

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกนาง สุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า มานี่แน่ะนางสุชาดา นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มี พระภาคแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า 

ดูกรนางสุชาดา
ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้ 

๗ จำพวก เป็นไฉน 

คือ 
ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ 
เสมอด้วยโจร ๑ 
เสมอด้วยนาย ๑ 
เสมอด้วยแม่ ๑ 
เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ 
เสมอด้วยเพื่อน ๑ 
เสมอด้วยทาสี ๑ 

ดูกรนางสุชาดา 
ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น 

สุชาดา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่รู้ทั่วถึงความแห่งพระดำรัส ที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน โดยที่หม่อมฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่ง พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ 

ดูกรนางสุชาดา 
ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว 

ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต 

สามีของหญิงประกอบด้วย ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของ บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร 

ภริยาที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของ บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย 

ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้ ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วย มารดา 

ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยา ของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาว น้องสาว 

ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือน เพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า สขีภริยา ภริยาเสมอด้วยเพื่อน 

ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไป ตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา ภริยาเสมอด้วยทาสี 

ภริยาที่เรียกว่าวธกาภริยา ๑ โจรีภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็นคนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก 
ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑ ทาสีภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ 

ดูกรนางสุชาดา 
ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗ จำพวกนั้น ฯ 

ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำ หม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี ฯ 

____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๖๐

สีหสูตร - ผลแห่งทานที่ประจักษ์ในปัจจุบัน


สีหะ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจทรง บัญญัติผลแห่งทานที่ประจักษ์ในปัจจุบันได้หรือไม่ ฯ 

ดูกรสีหะ 
ถ้าอย่างนั้น จักย้อนถามท่านในปัญหาข้อนี้ก่อน ท่านพึงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นตามชอบใจท่าน 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในเมืองเวสาลีนี้ มีบุรุษอยู่ ๒ คน 
คนหนึ่งไม่มีศรัทธาตระหนี่ ถี่เหนียว พูดเสียดสี 
คนหนึ่งมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อจะอนุเคราะห์พึงอนุเคราะห์คนไหนก่อน จะเป็นคนไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ถี่เหนียวพูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ 

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ จักอนุเคราะห์คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ พึงอนุเคราะห์คนนั้นก่อนเทียว ฯ 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไป พึงเข้าไปหาใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ 

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา จักเข้าไปหาคนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา พึงเข้าไปหาคนนั้นก่อนเทียว ฯ 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อรับ พึงรับของใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
     
สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ ทั้งหลายเมื่อรับ จักรับของคนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ สนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อรับ พึงรับของคนนั้นก่อนเทียว ฯ 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม พึงแสดงแก่คนไหนก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ 

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม จักแสดงแก่คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม พึงแสดงแก่คนนั้นก่อนเทียว ฯ 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กิตติศัพท์อันงามของคนไหน พึง ขจรไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ 

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี กิตติศัพท์ อันงามของคนนั้น จักขจรไปได้อย่างไร ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน กิตติศัพท์อันงามของคนนั้นเทียวพึงขจรไป ฯ 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนที่จะพึงเข้าไปสู่บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ 

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี จักเข้าไปสู่ บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท จักเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไปอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน เขาผู้นั้นพึงเข้าไปสู่บริษัทใดๆก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดี บริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป ฯ 

ดูกรสีหะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนเมื่อตายไปจะพึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสีหรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ
     
สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี เมื่อตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์อย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ 
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน ๖ ประการ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาค แม้ข้าพระองค์เองก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดีพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ข้าพระองค์ก่อน เมื่อเข้าไปหาย่อมเข้าไปหาข้าพระองค์ก่อน เมื่อรับ ย่อมรับของข้าพระองค์ก่อน เมื่อแสดงธรรมย่อมแสดงแก่ข้าพระองค์ก่อน กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ขจรไปแล้วว่า สีหเสนาบดีเป็นทายก เป็นการกบุคคล เป็นผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์ ข้าพระองค์ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี เข้าไปสู่บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน ๖ ประการที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มี พระภาคตรัสแล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคแม้ข้าพระองค์เอง ก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ แต่พระผู้มีพระภาคตรัสผลแห่งทานใดกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ดูกรสีหะ ทายก ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ยังไม่รู้ผลแห่งทานนั้น และ ในผลแห่งทานข้อนี้ ข้าพระองค์ขอดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาค ฯ 

อย่างนั้น สีหะ อย่างนั้น สีหะ 
ดูกรสีหะ ทายก ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้า ถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ 

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๕๔

มหานามสูตร - อุบาสกผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

มหานาม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอ บุคคลชื่อว่าเป็นอุบาสก 

ดูกรมหานาม 
เมื่อใดแล บุคคลถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ ชื่อว่าเป็นอุบาสก ฯ 

ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้มีศีล ฯ 

ดูกรมหานาม 
เมื่อใดแล อุบาสก
งดเว้นจากปาณาติบาต 
งดเว้นจากอทินนาทาน 
งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร 
งดเว้นจากมุสาวาท 
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอัน เป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ อุบาสกชื่อว่า เป็นผู้มีศีล ฯ 

ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ 

ดูกรมหานาม 
เมื่อใดแล อุบาสก
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑ 
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑ 
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะแต่ไม่ชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยจาคะ ๑ 
ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อเห็นภิกษุ แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการเห็นภิกษุ ๑ 
ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อฟังสัทธรรม แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการฟังสัทธรรม ๑ 
ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ตนฟังแล้วได้ แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นเพื่อการทรงจำธรรม ๑ 
ตนเองเป็นผู้พิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ตนฟังแล้ว แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการพิจารณาอรรถแห่งธรรม ๑ 
ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรม แล้วปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม แต่ไม่ชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม ๑ 
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ 

ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไร อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ 

ดูกรมหานาม 
เมื่อใดแล อุบาสก
เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาด้วยตนเอง และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ๑ 
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยศีล ๑ 
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยจาคะ และชักชวนผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยจาคะ ๑ 
ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อเห็นภิกษุ และชักชวนผู้อื่นในการเห็นภิกษุ ๑ 
ตนเองเป็นผู้ใคร่เพื่อฟังสัทธรรม และชักชวนผู้อื่นในการฟังสัทธรรม ๑ 
ตนเองเป็นผู้ทรงจำธรรมที่ตนฟังแล้ว และชักชวนผู้อื่นเพื่อการทรงจำธรรม ๑ 
ตนเองเป็นผู้พิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ตนฟังแล้ว และชักชวนผู้อื่นในการพิจารณาอรรถแห่งธรรม ๑ 
ตนเองรู้ทั่วถึงอรรถรู้ทั่วถึงธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และชักชวนผู้อื่นในการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑
ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ตน และเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ 
__________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๑๕

21 กุมภาพันธ์ 2563

กายคตาสติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้วแม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือกายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ 
ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ 
ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ 
ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน 
ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือกายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
ย่อมละอวิชชาเสียได้ 
วิชชาย่อมเกิดขึ้น 
ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ 
อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน 
ย่อมละสังโยชน์เสียได้ 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือกายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก 
ย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง 
ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มากด้วยปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ... ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่บริโภคอมตะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมบริโภคอมตะ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าเสื่อมแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติของชนเหล่าใดไม่เสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่เสื่อมแล้ว ฯ
         
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเบื่อแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นชอบใจแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าประมาท อมตะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตะ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่หลงลืม ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ซ่องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ซ่องเสพแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดซ่องเสพแล้ว อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นซ่องเสพแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่เจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่เจริญแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดเจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเจริญแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่า อันชนเหล่านั้นไม่ทำให้มากแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้มากแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่กำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่าอันชน เหล่านั้นไม่กำหนดรู้แล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดกำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นกำหนดรู้แล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้แจ้งแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ทำให้แจ้งแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้แจ้งแล้ว อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้แจ้งแล้ว ฯ 

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๒๒๕ - ๒๔๖