แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กายคตาสติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กายคตาสติ แสดงบทความทั้งหมด

21 กุมภาพันธ์ 2563

กายคตาสติ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปในส่วนวิชชา ย่อมหยั่งลงในภายในของภิกษุนั้น เปรียบเหมือนมหาสมุทรอันผู้ใดผู้หนึ่งถูกต้องด้วยใจแล้วแม่น้ำน้อยสายใดสายหนึ่งซึ่งไหลไปสู่สมุทร ย่อมหยั่งลงในภายในของผู้นั้นฉะนั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งซึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว เป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ เป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ เป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ เป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือวิชชาและวิมุตติ 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือกายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลอบรมแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นไปเพื่อความสังเวชใหญ่
ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่ 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะใหญ่ 
ย่อมเป็นไปเพื่อสติและสัมปชัญญะ 
ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ 
ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน 
ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งผล คือ วิชชาและวิมุตติ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้น ก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว แม้กายก็สงบ แม้จิตก็สงบ แม้วิตกวิจารก็สงบ ธรรมที่เป็นไปในส่วนแห่งวิชชาแม้ทั้งสิ้นก็ถึงความเจริญบริบูรณ์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้นได้เลย และอกุศลธรรมขึ้นแล้ว ย่อมละเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง 

ธรรมข้อหนึ่ง คืออะไร 
คือกายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
ย่อมละอวิชชาเสียได้ 
วิชชาย่อมเกิดขึ้น 
ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ 
อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน 
ย่อมละสังโยชน์เสียได้ 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือกายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากหลาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากหลาย ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แลบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว 
ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก 
ย่อม เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไพบูลย์
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาสามารถยิ่ง 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง 
ย่อมเป็นไปเพื่อ ความเป็นผู้มากด้วยปัญญา 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาว่องไว 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่น 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคม 
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส 

ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร 
คือ กายคตาสติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมข้อหนึ่งนี้แล บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ... ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาชำแรกกิเลส ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมไม่บริโภคอมตะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมบริโภคอมตะ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติของชนเหล่าใดเสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าเสื่อมแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติของชนเหล่าใดไม่เสื่อมแล้ว อมตะของชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่เสื่อมแล้ว ฯ
         
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดเบื่อแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเบื่อแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดชอบใจแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นชอบใจแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าประมาท อมตะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ชนเหล่าใดไม่ประมาทกายคตาสติ ชนเหล่านั้นชื่อว่าไม่ประมาทอมตะ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดหลงลืม อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นหลงลืม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่หลงลืมอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้น ไม่หลงลืม ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ซ่องเสพแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ซ่องเสพแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดซ่องเสพแล้ว อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นซ่องเสพแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่เจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่เจริญแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดเจริญแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นเจริญแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่า อันชนเหล่านั้นไม่ทำให้มากแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้มากแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้มากแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่กำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อว่าอันชน เหล่านั้นไม่กำหนดรู้แล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดกำหนดรู้แล้ว อมตะชื่อ ว่าอันชนเหล่านั้นกำหนดรู้แล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่ทำให้แจ้งแล้วอมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่ทำให้แจ้งแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กายคตาสติอันชนเหล่าใดทำให้แจ้งแล้ว อมตะ ชื่อว่าอันชนเหล่านั้นทำให้แจ้งแล้ว ฯ 

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๒๒๕ - ๒๔๖

16 มกราคม 2563

ฉัปปาณสูตร - กายคตาสติ เป็นเสาหลักเสาเขื่อนอย่างดีของจิต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุรุษผู้มีตัวเป็นแผล มีตัวเป็นพุพอง พึงเข้าไปสู่ป่าหญ้าคา ถ้าแม้หน่อหญ้าคาพึงตำเท้าของบุรุษนั้น ใบหญ้าคาพึงบาดตัวที่พุพอง บุรุษนั้นพึงเสวยทุกข์โทมนัส ซึ่งมีการตำและการบาดนั้นเป็นเหตุ โดยยิ่งกว่าประมาณ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ อยู่ในบ้านก็ดี อยู่ในป่าก็ดี ย่อมได้บุคคลผู้กล่าวท้วงว่า ท่านผู้นี้แล กระทำอย่างนี้ มีสมาจารอย่างนี้ เป็นหนามแห่งชาวบ้านผู้ไม่สะอาด เพราะฉะนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า เป็นหนามแห่งชาวบ้านผู้ไม่สะอาดนั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล 

ภิกษุรู้แจ้ง อย่างนี้แล้ว พึงทราบอสังวรและสังวร ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อสังวร ย่อมมีอย่างไร 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว 
ย่อมน้อมใจไปในรูปอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง 
ภิกษุฟังเสียงด้วยหูแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในเสียงอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในเสียงอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง
ภิกษุดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในกลิ่นอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในกลิ่นอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง 
ภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในรสอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในรสอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง 
ภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว
ย่อมน้อมใจไปในโผฏฐัพพะอันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในโผฏฐัพพะอันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง
ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว 
ย่อมน้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก 
ย่อมขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก 
ย่อมไม่เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจมีประมาณน้อยอยู่ 
และย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่า นั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิด ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น 
คือ จับงู จรเข้นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น 
ครั้นแล้วพึงขมวดปมไว้ตรงกลางปล่อยไป 
ทีนั้นแล สัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกันเหล่านั้น พึงดึงมาหาโคจรและวิสัยของตนๆ 
งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวก 
จรเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงน้ำ 
นกพึงดึงมา ด้วยคิดว่าเราจักบินขึ้นสู่อากาศ 
สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าบ้าน 
สุนัขจิ้งจอกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักไปสู่ป่าช้า 
ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก 
เมื่อนั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์ใดมีกำลังมากกว่าสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นพึงอนุวัตรคล้อยตามไปสู่อำนาจแห่ง สัตว์นั้น แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งไม่ได้อบรม ไม่กระทำให้มากซึ่งกายคตาสติก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
จักษุย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
หูย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในเสียงอันเป็นที่พอใจ เสียงอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
จมูกย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในกลิ่นอันเป็นที่พอใจ กลิ่นอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
ลิ้นย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในรสอันเป็นที่พอใจ รสอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
กายย่อมฉุดภิกษุนั้นไปในโผฏฐัพพะอันเป็นที่พอใจ โผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 
ใจย่อมฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมเป็นของปฏิกูล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อสังวรย่อมมีได้ด้วยอาการอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังวรย่อมมีอย่างไร 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในรูปอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในรูปอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ภิกษุฟังเสียงด้วยหูแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในเสียงอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในเสียงอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริงภิกษุดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในกลิ่นอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในกลิ่นอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริงภิกษุลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในรสอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในรสอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริงภิกษุถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในโผฏฐัพพะอันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในโผฏฐัพพะอันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือ แห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง
ภิกษุรู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว 
ย่อมไม่น้อมใจไปในธรรมารมณ์อันน่ารัก 
ย่อมไม่ขัดเคืองในธรรมารมณ์อันไม่น่ารัก 
เป็นผู้เข้าไปตั้งกายสติไว้ มีใจหาประมาณมิได้อยู่ 
และย่อมรู้ชัดซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันเป็นที่ดับไปไม่เหลือแห่งอกุศลธรรมอันลามกเหล่านั้น อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่เธอ ตามความเป็นจริง ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนบุรุษจับสัตว์ ๖ ชนิดซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจร ต่างกัน 
คือ พึงจับงู จรเข้ นก สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก ลิง แล้วผูกด้วยเชือกอันเหนียวแน่น ครั้นแล้วพึงผูกไว้ที่หลักหรือที่เสาอันมั่นคงทีนั้นแล 
สัตว์ ๖ ชนิดเหล่านั้น ซึ่งมีวิสัยต่างกัน มีโคจรต่างกัน พึงดึงมาสู่โคจรและวิสัยของตนๆ คือ 
งูพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่จอมปลวก
จรเข้พึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักลงแม่น้ำ 
นกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักบินขึ้นสู่อากาศ 
สุนัขบ้านพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปบ้าน 
สุนัขจิ้งจอกพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าสู่ ป่าช้า 
ลิงพึงดึงมาด้วยคิดว่า เราจักเข้าไปสู่ป่า 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อใดแล สัตว์ ๖ ชนิด เหล่านั้นต่างก็จะไปตามวิสัยของตนๆ พึงลำบาก 
เมื่อนั้นสัตว์เหล่านั้นพึงยืนแนบ นั่งแนบ นอนแนบ หลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอบรม กระทำให้มาก ซึ่งกายคตาสติ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
จักษุย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในรูปอันเป็นที่พอใจ รูปอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล 
หูย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในเสียงอันเป็นที่พอใจ เสียงอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
จมูกย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในกลิ่นอันเป็นที่พอใจ กลิ่นอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
ลิ้นย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในรสอันเป็นที่พอใจ รสอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
กายย่อมไม่ฉุดภิกษุนั้นไปในโผฏฐัพพะอันเป็นที่พอใจ โผฏฐัพพะอันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล
ใจย่อมไม่ฉุดไปในธรรมารมณ์อันเป็นที่พอใจ ธรรมารมณ์อันไม่เป็นที่พอใจ ย่อมไม่เป็นของปฏิกูล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังวรย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สังวรย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
คำว่า หลัก หรือ เสาอันมั่นคงนั้น เป็นชื่อของกายคตาสติ 
เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า 
กายคตาสติ เราทั้งหลายจักอบรม กระทำให้มาก กระทำให้เป็นดังยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ 

จบสูตรที่ ๑๐
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๔๖ - ๓๕๐