แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิริยะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิริยะ แสดงบทความทั้งหมด

2 กุมภาพันธ์ 2564

สมาปัตติสูตร - ว่าด้วยการเกิดอกุศลธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ศรัทธาในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่
แต่เมื่อใด ศรัทธาเสื่อมหายไป อัสสัทธิยะ (ความไม่เชื่อ) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี

การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่หิริในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่
แต่เมื่อใด หิริเสื่อมหายไป อหิริกะ (ความไม่ละอาย) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี

การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่โอตตัปปะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่
แต่เมื่อใด โอตตัปปะเสื่อมหายไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี

การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่
แต่เมื่อใด โอตตัปปะเสื่อมหายไป อโนตตัปปะ (ความไม่สะดุ้งกลัว) ย่อมกลุ้มรุมเมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี

การถึงอกุศลย่อมไม่มีตลอดเวลาที่วิริยะในกุศลธรรมยังตั้งมั่นอยู่
แต่เมื่อใด วิริยะเสื่อมหายไป โกสัชชะ (ความเกียจคร้าน) ย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้น การถึงอกุศลย่อมมี

การถึงอกุศลย่อมไม่มี ตลอดเวลาที่ปัญญายังตั้งมั่นอยู่
แต่เมื่อใด ปัญญาเสื่อมหายไป ปัญญาทรามย่อมกลุ้มรุม เมื่อนั้นการถึงอกุศลย่อมมี
 
_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่ม ๒๒ ข้อที่ ๖

7 เมษายน 2563

ฉันทสูตร - ว่าด้วยอิทธิบาทกับปธานสังขาร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าภิกษุอาศัยฉันทะแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า ฉันทสมาธิ 
เธอยังฉันทะให้เกิด 
พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ 
เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 
เหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร 
ฉันทะนี้ด้วย ฉันทสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาท ประกอบด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าภิกษุอาศัยวิริยะแล้วได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า วิริยสมาธิ 
เธอยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ 
เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  เหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร 
วิริยะนี้ด้วย วิริยสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาทประกอบด้วยวิริยสมาธิและปธานสังขาร.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าภิกษุอาศัยจิตแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า จิตตสมาธิ 
เธอยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ 
เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว  เหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร 
จิตนี้ด้วย จิตตสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาทประกอบด้วยจิตตสมาธิ และปธานสังขาร.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าภิกษุอาศัยวิมังสาแล้ว ได้สมาธิ ได้เอกัคคตาจิต นี้เรียกว่า วิมังสาสมาธิ 
เธอยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ 
เพื่อไม่ให้บาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 
เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น 
เพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 
เหล่านี้เรียกว่า ปธานสังขาร 
วิมังสานี้ด้วย วิมังสาสมาธินี้ด้วย และปธานสังขารเหล่านี้ด้วย ดังพรรณนามานี้ นี้เรียกว่า อิทธิบาทประกอบด้วยวิมังสาสมาธิและปธานสังขาร.

______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๑๑๕๐ - ๑๑๕๓