แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โทสะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โทสะ แสดงบทความทั้งหมด

25 เมษายน 2563

นิทานสูตร - ว่าด้วยธรรมชาติ ๓ ประการเป็นเหตุให้เกิดกรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมชาติ ๓ ประการนี้ เป็นเหตุให้เกิดกรรม 

๓ ประการ เป็นไฉน 

คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กรรมที่ถูกโลภะครอบงำ เกิดแต่โลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไป ในปัจจุบันนั่นเอง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กรรมที่ถูกโทสะครอบงำ เกิดแต่โทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กรรมที่ถูกโมหะครอบงำเกิดแต่โมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง 

เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ไม่แตกหักเสียหาย ไม่ถูกลมแดดกระทบ มีสาระ เก็บงำไว้ดี เขาหว่านลงบนพื้นดินที่พรวนไว้ดีแล้ว ในไร่ที่ดี ทั้งฝนก็ตกดีตามฤดูกาล เมล็ดพืชเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์โดยแท้ทีเดียว แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกันแล กรรมที่ถูกโลภะครอบงำ เกิดแต่โลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง 
กรรมที่ถูกโทสะครอบงำ เกิดแต่โทสะ มีโทสะเป็นเหตุ มีโทสะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง  
กรรมที่ถูกโมหะครอบงำ เกิดแต่โมหะมีโมหะ เป็นเหตุ มีโมหะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขากรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมชาติ ๓ ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม 

๓ ประการเป็นไฉน 

คือ อโลภะ ๑ อโทสะ อโมหะ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
กรรมที่ถูกอโลภะครอบงำ เกิดแต่อโลภะ มีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะเป็นแดนเกิด เมื่อโลภะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 
กรรมที่ถูกอโทสะครอบงำ เกิดแต่อโทสะ มีอโทสะเป็นเหตุ มีอโทสะเป็นแดนเกิด เมื่อโทสะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 
กรรมที่ถูกอโมหะครอบงำ เกิดแต่อโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นแดนเกิด เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้น แล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 

เปรียบเหมือนบุรุษพึงเอาไฟเผาเมล็ดพืชที่ไม่แตกหักเสียหาย ยังไม่ถูกลมแดดกระทบ มีสาระถูกเก็บงำไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วพึงทำให้เป็นเขม่า แล้วโปรยลงไปในลมพายุ หรือลอยเสียในแม่น้ำที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว พึงเป็นพืชถูกถอนรากขึ้น ถูกทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใด

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกันแล 
กรรมที่ถูกอโลภะครอบงำ เกิดแต่อโลภะมีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะเป็นแดนเกิด เมื่อโลภะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 
กรรมที่ถูกอโทสะครอบงำ เกิดแต่อโทสะ มีอโทสะเป็นเหตุ มีอโทสะเป็นแดนเกิด เมื่อโทสะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 
กรรมที่ถูกอโมหะครอบงำ เกิดแก่อโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นแดนเกิด เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมชาติ ๓ ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม ฯ
ผู้รู้จักกรรมอันเกิดแต่โลภะ เกิดแต่โทสะและเกิดแต่โมหะ เขาทำกรรม ใด จะน้อยหรือมากก็ตาม เขาจะต้องเสวยผลกรรมนั้นในอัตภาพนี้ แหละ วัตถุชนิดอื่นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้รู้แจ้งความโลภ ความโกรธ และความหลงทำให้วิชชาบังเกิดขึ้น พึงละทุคติเสียได้ ทั้งหมด ฯ
__________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๔๗๓

22 เมษายน 2563

พราหมณสูตร - ว่าด้วยธรรมซึ่งเป็นคุณชาติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน.

พราหมณ์.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมตรัสว่า ธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเองธรรมอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล ธรรมจึงเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
บุคคลผู้กำหนัด ถูกราคะครอบงำ มีจิตอันราคะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเอง และคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองเลย ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียด เบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ธรรมย่อมเป็นคุณชาติอันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน.

ดูกรพราหมณ์ 
บุคคลผู้โกรธ ถูกโทสะครอบงำ มีจิตอันโทสะกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง ย่อม เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโทสะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียด เบียนตนเองเลย ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง และคนอื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ธรรมย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูพึงรู้เฉพาะตน

ดูกรพราหมณ์ 
บุคคลผู้หลง ถูกความหลงครอบงำ มีจิตอันความหลงกลุ้มรุมแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้างย่อม เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียด เบียนตนเองเลย ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง และคนอื่นทั้งสองฝ่าย ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล ธรรมย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน 

พราหมณ์. ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วย หวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้(พร้อมทั้ง บุตร ภริยา บริษัท และอำมาตย์) ขอถึงพระองค์ กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็น อุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๔๙๓

3 เมษายน 2563

นิพพุตสูตร - นิพพานย่อมเป็นคุณชาติ อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง

ชานุสโสณีพราหมณ์.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมตรัสว่า นิพพานอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล นิพพานจึงเป็นคุณชาติอัน ผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้กำหนัด อันราคะครอบงำ มีจิตอันราคะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็น คุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้โกรธ อันโทสะครอบงำ มีจิตอันโทสะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวย ทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโทสะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่น ทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต  

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็น คุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
บุคคล ผู้หลง อันโมหะครอบงำ มีจิตอันโมหะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวย ทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่น ทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมา ฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
ในเมื่อบุคคลนี้ 
เสวยธรรมเป็นที่สิ้นราคะอันไม่มีส่วนเหลือ 
เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโทสะอันไม่มีส่วนเหลือ เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโมหะอันไม่มีส่วนเหลือ นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังได้กล่าวมา แล้วแล ฯ 

ชานุสโสณีพราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ [พร้อมด้วยบุตร ภริยาบริษัทและอำมาตย์] ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๔๙๕