แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รูป แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รูป แสดงบทความทั้งหมด

16 เมษายน 2563

นิสสารณียสูตร - ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้ 

๕ ประการเป็นไฉน ?

คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงกามทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงเนกขัมมะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในเนกขัมมะ จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว จากกามทั้งหลาย อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะกามเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิด เพราะเหตุนั้นนี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งกามทั้งหลาย
     
อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในพยาบาท 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความไม่พยาบาท จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความไม่พยาบาท จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งพยาบาท
     
อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป  ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในวิหิงสา 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอวิหิงสา จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอวิหิงสา จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสาอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด  ย่อมเกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งวิหิงสา
     
อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอรูป จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอรูป จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งรูปทั้งหลาย
     
อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในสักกายะ 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้วอบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะสักกายะเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งสักกายะ
     
ความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ย่อมไม่บังเกิดขึ้นแก่เธอ เพราะความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดีความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ไม่บังเกิดขึ้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีอาลัย ตัดตัณหาได้แล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะละมานะได้โดยชอบ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้แล ฯ        
-----------------------
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๒๐๐

3 เมษายน 2563

อนัตตลักขณสูตร - ว่าด้วยอนัตตา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

รูปเป็น อนัตตา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้ารูปนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เพราะรูปเป็นอนัตตา ฉะนั้นรูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูปว่า รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย.
 
เวทนาเป็นอนัตตา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเวทนานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว เวทนานี้ไม่พึง เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในเวทนาว่า เวทนาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด เวทนาของ เราจงอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เพราะเวทนาเป็นอนัตตา ฉะนั้น เวทนาจึง เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในเวทนาว่า เวทนาของเรา จงเป็นอย่างนั้นเถิด เวทนา ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 
 
สัญญาเป็นอนัตตา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าสัญญานี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สัญญานี้ไม่พึง เป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เพราะสัญญาเป็นอนัตตา ฉะนั้น สัญญาจึงเป็นไป เพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในสัญญาว่า สัญญาของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด สัญญาของเรา อย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 

สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าสังขารเหล่านี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว สังขารเหล่านี้ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของ เราจงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เพราะสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ฉะนั้น สังขารทั้งหลายจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ ในสังขารทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายของเรา จงเป็นอย่างนี้เถิด สังขารทั้งหลายของเราอย่าได้ เป็นอย่างนั้นเลย. 

วิญญาณเป็นอนัตตา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าวิญญาณนี้จักได้เป็นอัตตาแล้ว วิญญาณนี้ ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลพึงได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เพราะวิญญาณเป็นอนัตตา ฉะนั้น วิญญาณจึงเป็นไปเพื่ออาพาธ และบุคคลย่อมไม่ได้ในวิญญาณว่า วิญญาณของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด วิญญาณของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย. 

ตรัสถามความเห็นของพระปัญจวัคคีย์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พวกเธอสำคัญความนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ปัญจวัคคีย์. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า.
 
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 

ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  

เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 

ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  

สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 

ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้น ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.  

สังขารทั้งหลายเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 

ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่ง นั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า.
 
วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 
 
ป. ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 

ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตนของเรา?

ป. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า. 

ตรัสให้พิจารณาโดยยถาภูตญาณทัสสนะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เพราะเหตุนั้นแล 
รูปอย่างใด อย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือ ประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่ารูป เธอทั้งหลายพึงเห็นรูปนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา. 
เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลาย พึงเห็นเวทนานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา. 
สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบ หรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าเวทนา เธอทั้งหลายพึง เห็นสัญญานั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่น ไม่ใช่ตนของเรา. 
สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าสังขาร เธอทั้งหลาย พึงเห็นสังขารนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา. 
วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ ทั้งหมดก็เป็นแต่สักว่าวิญญาณ เธอทั้งหลายพึงเห็นวิญญาณนั้นด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตนของเรา. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้ฟังแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร ทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมสิ้นกำหนัด เพราะสิ้นกำหนัด จิตก็พ้น เมื่อจิตพ้นแล้ว ก็รู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้นทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. 

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว พระปัญจวัคคีย์มีใจยินดี เพลิดเพลิน ภาษิตของผู้มีพระภาค. ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ จิตของพระปัญจวัคคีย์ พ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น.

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๔ ข้อที่ ๒๐ - ๒๔

12 กุมภาพันธ์ 2563

ปฏิปทาสูตร - ว่าด้วยข้อปฏิบัติเพื่อความเกิดและความดับ สักกายทิฏฐิ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราจักแสดงปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงสักกายสมุทัย (ความเกิดขึ้นแห่งกายตน) และปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงสักกายนิโรธ (ความดับแห่งกายตน) เธอทั้งหลาย จงฟังปฏิปทาทั้ง ๒ นั้น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ ให้ถึงสักกายสมุทัยเป็นไฉน? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมแห่งพระอริยะ มิได้รับการแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็น สัตบุรุษทั้งหลาย ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการแนะนำในสัปปุริสธรรม 
ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีรูป ๑ 
ย่อมเห็นรูปในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในรูป ๑ 
ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีเวทนา ๑ 
ย่อมเห็นเวทนาในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในเวทนา ๑  
ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีสัญญา ๑ 
ย่อมเห็นสัญญาในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในสัญญา ๑  
ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีสังขาร ๑ 
ย่อมเห็นสังขารในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในสังขาร ๑  
ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ 
ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในวิญญาณ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เรียกว่า ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ ให้ถึงสักกายสมุทัย. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
คำที่กล่าวแล้วนี้ เรียกว่า การตามเห็นอันจะยังสัตว์ ให้ถึงทุกขสมุทัย (ความเกิดขึ้นแห่งทุกข์) นี้แล เป็นใจความข้อนี้. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงสักกายนิโรธเป็นไฉน? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วในศาสนานี้ ได้เห็นพระอริยะทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ได้รับการแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม 
ย่อมไม่ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมไม่ตามเห็นตนมีรูป ๑ 
ย่อมไม่ตามเห็นรูปในตน ๑ 
ย่อมไม่ตามเห็นตนในรูป ๑ 
ไม่ตามเห็นเวทนาโดยความเป็นตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนมีเวทนา ๑ 
ไม่ตามเห็นเวทนาในตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนในเวทนา ๑  
ไม่ตามเห็นสัญญาโดยความเป็นตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนมีสัญญา ๑ 
ไม่ตามเห็นสัญญาในตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนในสัญญา ๑  
ไม่ตามเห็นสังขารโดยความเป็นตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนมีสังขาร ๑ 
ไม่ตามเห็นสังขารในตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนในสังขาร ๑  
ไม่ตามเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนมีวิญญาณ ๑ 
ไม่ตามเห็นวิญญาณในตน ๑ 
ไม่ตามเห็นตนในวิญญาณ ๑. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
นี้เรียกว่า ปฏิปทาอันจะยังสัตว์ให้ถึงสักกายนิโรธ. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
คำที่กล่าวแล้วนี้ เรียกว่า การพิจารณาเห็นอันจะยังสัตว์ให้ ถึงทุกขนิโรธ นี้แล เป็นใจความในข้อนี้. 
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๘๙ - ๙๐

อัตตทีปสูตร - ว่าด้วยการพึ่งตนพึ่งธรรม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ จงเป็นผู้มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อเธอทั้งหลายจะมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะอยู่ จะต้องพิจารณาโดยแยบคายว่า โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส มีกำเนิดมาอย่างไร เกิดมาจากอะไร? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วในโลกนี้ 
ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย 
ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า 
ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม 
ไม่ได้เห็นสัตบุรุษทั้งหลาย 
ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ 
ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม 

ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีรูป ๑  
ย่อมเห็นรูปในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในรูป ๑ 
รูปนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะรูปแปรไปและเป็นอื่นไป. 

ย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตน  ๑ 
ย่อมเห็นตนมีเวทนา ๑  
ย่อมเห็นเวทนาในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในเวทนา ๑ 
เวทนานั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะเวทนาแปรไปและเป็นอื่นไป.  

ย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตน  ๑ 
ย่อมเห็นตนมีสัญญา ๑  
ย่อมเห็นสัญญาในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในสัญญา ๑ 
สัญญานั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะสัญญาแปรไปและเป็นอื่นไป.  

ย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตน  ๑ 
ย่อมเห็นตนมีสังขาร ๑  
ย่อมเห็นสังขารในตน ๑ 
ย่อมเห็นตนในสังขาร ๑ 
สังขารนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะสังขารแปรไปและเป็นอื่นไป.  

ย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ๑ 
ย่อมเห็นตนมีวิญญาณ ๑ 
ย่อมเห็นวิญญาณในตน ๑ 
ย่อมเห็นในมีวิญญาณ ๑ 
วิญญาณนั้นของเขาย่อมแปรไป ย่อมเป็นอย่างอื่นไป โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ย่อมเกิดขึ้นแก่เขา เพราะวิญญาณแปรไปและเป็นอย่างอื่นไป.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เมื่อภิกษุรู้ว่ารูปไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
รูปในกาลก่อนและรูปทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่ เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ จึงไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็เมื่อภิกษุรู้ว่า 
เวทนาไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
เวทนาในกาลก่อน และเวทนาทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.  

สัญญาไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
สัญญาในกาลก่อน และสัญญาทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.  

สังขารไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
สังขารในกาลก่อน และสังขารทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น.  

วิญญาณไม่เที่ยง แปรปรวนไป คลายไป ดับไป เห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบอย่างนี้ว่า 
วิญญาณในกาลก่อน และวิญญาณทั้งมวลในบัดนี้ ล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ดังนี้ 
ย่อมละ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสได้ 
เพราะละโสกะเป็นต้นเหล่านั้นได้ ย่อมไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมอยู่เป็นสุข 
ภิกษุผู้มีปกติอยู่เป็นสุข เรากล่าวว่า ผู้ดับแล้วด้วยองค์นั้น. 
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๘๗ - ๘๘

นิสสารณียสูตร - ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้ 

๕ ประการเป็นไฉน 

คือ เมื่อภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงกามทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่ เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในกามทั้งหลาย
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงเนกขัมมะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในเนกขัมมะ จิตของเธอนั้นชื่อว่า เป็นจิตดำเนินไปแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้ว จากกามทั้งหลาย อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะกามเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้ว จากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งกามทั้งหลาย ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงพยาบาท จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในพยาบาท 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความไม่พยาบาท จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความไม่พยาบาท จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากพยาบาท อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะพยาบาทเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่า เป็นการพรากออกแห่งพยาบาท ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงวิหิงสา จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในวิหิงสา 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอวิหิงสา จิตของเธอ ย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอวิหิงสา จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากวิหิงสา อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าว ว่าเป็นการพรากออกแห่งวิหิงสา ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงรูปทั้งหลาย จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อม ไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในรูปทั้งหลาย 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงอรูป จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในอรูป จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้ว อบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้วหลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากรูปทั้งหลาย อาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะรูปเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิดเพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าว ว่าเป็นการพรากออกแห่งรูปทั้งหลาย ฯ 

อีกประการหนึ่ง เมื่อภิกษุมนสิการถึงสักกายะ จิตของเธอย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่เลื่อมใส ย่อมไม่ตั้งอยู่ ย่อมไม่น้อมไปในสักกายะ 
แต่เมื่อเธอมนสิการถึงความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอย่อมแล่นไป ย่อมเลื่อมใส ย่อมตั้งอยู่ ย่อมน้อมไปในความดับแห่งสักกายะ จิตของเธอนั้นชื่อว่าเป็นจิตดำเนินไปดีแล้วอบรมดีแล้ว ตั้งอยู่ดีแล้ว หลุดพ้นดีแล้ว พรากออกดีแล้วจากสักกายะ อาสวะทุกข์และความเร่าร้อนเหล่าใด ย่อมเกิดเพราะสักกายะเป็นปัจจัย เธอหลุดพ้นแล้วจากอาสวะ ทุกข์และความเร่าร้อนเหล่านั้น เธอย่อมไม่เสวยเวทนาที่เกิด เพราะเหตุนั้น นี้เรากล่าวว่าเป็นการพรากออกแห่งสักกายะ ฯ 

ความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดี ความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ย่อมไม่บังเกิดขึ้นแก่เธอเพราะความเพลินในกามก็ดี ความเพลินในพยาบาทก็ดี ความเพลินในวิหิงสาก็ดีความเพลินในรูปก็ดี ความเพลินในสักกายะก็ดี ไม่บังเกิดขึ้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่มีอาลัย ตัดตัณหาได้แล้ว คลายสังโยชน์ได้แล้ว ทำที่สุดทุกข์ได้แล้วเพราะละมานะได้โดยชอบ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธาตุที่พึงพรากได้ ๕ ประการนี้แล ฯ 
 __________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๒ ข้อที่ ๒๐๐