แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวนา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาวนา แสดงบทความทั้งหมด

29 มีนาคม 2563

ภาวนาสูตร - หมั่นเจริญภาวนา สังโยชน์ย่อมสงบระงับไปโดยไม่ยาก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้น อย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

จะพึงกล่าวได้ว่า เพราะไม่ได้เจริญ 
เพราะไม่ได้เจริญอะไร
เพราะไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔  อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ 

เปรียบเหมือนแม่ไก่มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้น แม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ดี แม่ไก่นั้น แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่าโอหนอ ขอให้ลูกของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้าหรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดี ก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นไม่สามารถที่จะใช้ ปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

เพราะแม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ดี ฉะนั้น 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนา แม้จะไม่พึงเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอขอจิตของเราพึงหลุดพ้นจาก อาสวะเพราะไม่ถือมั่น ก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้นย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

พึงกล่าวได้ว่า เพราะเจริญ 
เพราะเจริญอะไร 
เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔  อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ 

เปรียบเหมือนแม่ไก่มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้นแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี แม้แม่ไก่นั้นจะไม่พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูกของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้าหรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดี ก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถใช้เท้าหรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะไข่เหล่านั้นแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี ฉะนั้น ฯ 

เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ รอยนิ้วหัวแม่มือที่ด้ามมีด ย่อมปรากฏแก่นายช่างไม้หรือลูกมือนายช่างไม้ แต่เขาไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปเท่านี้เมื่อวานสึกไปเท่านี้ หรือเมื่อวานซืนสึกไปเท่านี้ ที่จริง เมื่อด้ามมีดสึกไปเขาก็รู้ว่าสึกไปนั่นเทียว ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนาอยู่ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้จะไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ อาสวะของเราสิ้นไปเท่านี้ เมื่อวานสิ้นไปเท่านี้ หรือเมื่อวานซืนสิ้นไปเท่านี้ แต่ที่จริง เมื่ออาสวะสิ้นไป ภิกษุนั้นก็รู้ว่าสิ้นไปนั่นเทียว ฯ 
 
เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทรที่เขาผูกหวาย ขันชะเนาะแล้วแล่นไปในน้ำตลอด ๖ เดือน ถึงฤดูหนาว เข็นขึ้นบก เครื่องผูกประจำเรือตากลมและแดดไว้ เครื่องผูกเหล่านั้นถูกฝนชะ ย่อมชำรุดเสียหาย เป็นของเปื่อยไปโดยไม่ยาก ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนาอยู่ สังโยชน์ย่อมสงบระงับไปโดยไม่ยาก ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ 
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๖๘

20 มกราคม 2563

สมาธิสูตร - การเจริญสมาธิ ได้ความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และที่สุด แม้แต่ความสิ้นอาสวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้ 

๔ ประการเป็นไฉน 

คือ 
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันมีอยู่ ๑ 
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะมีอยู่ ๑ 
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะมีอยู่ ๑ 
สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะมีอยู่ ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบันเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข บรรลุจตุตถฌานไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละ ทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา ได้มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ อยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งญาณทัสสนะเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มนสิการอาโลกสัญญา อธิษฐานทิวาสัญญา ว่า กลางคืนเหมือนกลางวัน กลางวันเหมือนกลางคืน มีใจอันสงัด ปราศจากเครื่องรัดรึง อบรมจิตให้มีความสว่างอยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็สมาธิภาวนาอันบุคคล เจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้แจ้ง เวทนาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งเวทนาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งเวทนาที่ดับไป รู้แจ้งสัญญาที่เกิดขึ้น รู้แจ้งสัญญาที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งสัญญาที่ดับไป รู้แจ้งวิตกที่เกิดขึ้น รู้แจ้งวิตกที่ตั้งอยู่ รู้แจ้งวิตกที่ดับไป 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สมาธิภาวนาอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะเป็นไฉน 

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีปรกติพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ว่า 
รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ 
เวทนาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นดังนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้ 
สัญญาเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นดังนี้ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้ 
สังขารเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร เป็นดังนี้ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้ 
วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ความดับ แห่งวิญญาณเป็นดังนี้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สมาธิภาวนานี้ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สมาธิภาวนา ๔ ประการนี้แล 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อนึ่ง คำต่อไปนี้ เรากล่าวแล้วในปุณณปัญหาในปรายนวรรค หมายเอาข้อความนี้ว่า 
ความหวั่นไหวไม่มีแก่บุคคลใด ในโลกไหนๆ เพราะรู้ความสูงต่ำในโลก 
บุคคลนั้นเป็นผู้สงบปราศจากควัน คือ ความโกรธ 
เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น เป็นผู้หมดหวัง เรากล่าวว่า ข้ามชาติและชราได้แล้ว ฯ 
_________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๑ ข้อที่ ๔๑

11 มกราคม 2563

ปุญญกิริยาวัตถุสูตร - ทางมาแห่งบุญ ๓ ประการ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้ 

๓ ประการเป็นไฉน 

คือ บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยทาน ๑ 
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีล ๑
บุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยภาวนา ๑ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานนิดหน่อย 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลนิดหน่อย 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไปเขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนชั่วในมนุษย์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานพอประมาณ 
ทำบุญกิริยาวัตถุสำเร็จด้วยศีลพอประมาณ 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นผู้มีส่วนดีในมนุษย์ ฯ
     
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
มหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสักกะจอมเทพ ในชั้นดาวดึงส์นั้น 
กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก
ย่อมก้าวล่วงพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์โดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสยามเทพบุตรในชั้นยามานั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นยามาโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสันดุสิตเทพบุตร ในชั้นดุสิตนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นดุสิตโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวสุนิมมิตเทพบุตร ในชั้นนิมมานรดีนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นนิมมานรดีโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
บุคคลบางคนในโลกนี้ 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานมีประมาณยิ่ง 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลมีประมาณยิ่ง 
ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย 
เมื่อตายไป เขาเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีเทพบุตรในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีนั้น 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก 
ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก 
ย่อมก้าวล่วงเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตตีโดยฐานะ ๑๐ ประการ 
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ ๓ ประการนี้แล ฯ

________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๓ ข้อที่ ๑๒๖