ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกพึงถามอย่างนี้ว่าดูกรอาวุโสทั้งหลาย ธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นแดนเกิด มีอะไรเป็นเหตุเกิด มีอะไรเป็นที่ประชุมลง มีอะไรเป็นประมุข มีอะไรเป็นใหญ่ มีอะไรเป็นยิ่ง มีอะไรเป็นแก่น มีอะไรเป็น
ที่หยั่งลง มีอะไรเป็นที่สุด
เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์
ปริพาชกเหล่านั้นว่าอย่างไร
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลายมีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าข้า ขอประทานพระวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้จงแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด ภิกษุทั้งหลายได้ฟังต่อพระผู้มีพระภาคแล้วจักทรงจำไว้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเช่นนั้นเธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก
พึงถามอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลายธรรมทั้งปวงมีอะไรเป็นมูล มีอะไรเป็นแดนเกิด ... มีอะไร
เป็นที่หยั่งลง มีอะไรเป็นที่สุด เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์
ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ธรรมทั้งปวง
มีฉันทะเป็นมูล
มีมนสิการเป็นแดนเกิด
มีผัสสะเป็นเหตุเกิด
มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง
มีสมาธิเป็นประมุข
มีสติเป็นใหญ่
มีปัญญาเป็นยิ่ง
มีวิมุตติเป็นแก่น
มีอมตะเป็นที่หยั่งลง
มีนิพพานเป็นที่สุด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์แก่อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้แล ฯ
_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๕๘