แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สติ สัมปชัญญะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สติ สัมปชัญญะ แสดงบทความทั้งหมด

25 กุมภาพันธ์ 2563

เคลัญญสูตรที่ ๑ - พึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ รอกาลเวลา นี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นจิตในจิตอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสติอย่างนี้แล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุย่อมเป็นผู้มีสัมปชัญญะอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป ในการถอยกลับ  
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกในการแล ในการเหลียว
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการคู้เข้า เหยียดออก 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ 
ย่อมเป็นผู้มีปรกติทำความรู้สึกตัวในการเดิน ยืน นั่ง หลับ ตื่น พูด นิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอกาลเวลานี้เป็นคำเราสั่งสอนพวกเธอ ฯ 

ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น 
เธอย่อมรู้อย่างนี้ว่า สุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เราแล 
ก็แต่ว่าสุขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็สุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้นแล้วจึงเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับความสละคืนในกายและสุขเวทนาอยู่ 
ย่อมละราคานุสัย ในกายและในสุขเวทนาเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ 
ทุกขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น 
เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า 
ทุกขเวทนานี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าทุกขเวทนานั้นอาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง ก็ทุกขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัย ปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในทุกขเวทนาอยู่ 
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไปความคลายไป ความดับ ความสละคืน ในกายและในทุกขเวทนาอยู่ 
ย่อมละปฏิฆานุสัยในกายและในทุกขเวทนาเสียได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่อย่างนี้ 
อทุกขมสุขเวทนาย่อมบังเกิดขึ้น
เธอย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า อทุกขมสุขเวทนานี้บังเกิดขึ้นแล้วแก่เรา 
ก็แต่ว่าอทุกขมสุขเวทนานั้น อาศัยจึงเกิดขึ้น ไม่อาศัยไม่เกิดขึ้น 
อาศัยอะไร 
อาศัยกายนี้เอง ก็กายนี้แลไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น ก็อทุกขมสุขเวทนาอาศัยกายอันไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น แล้วจึงบังเกิดขึ้น จักเที่ยงแต่ที่ไหน ดังนี้ 
เธอย่อมพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 
เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อมไป ความคลายไป ความดับ ความสละคืนในกายและในอทุกขมสุขเวทนาอยู่ 
ย่อมละอวิชชานุสัย ในกายและในอทุกขมสุขเวทนาเสียได้ ฯ 

ถ้าภิกษุนั้นเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า สุขเวทนานั้นไม่เที่ยงไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ฯลฯ 

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า อทุกขมสุขเวทนานั้นไม่เที่ยง ไม่น่าหมกมุ่น ไม่น่าเพลิดเพลิน 

ถ้าเธอเสวยสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยสุขเวทนานั้น

ถ้าเธอเสวยทุกขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยทุกขเวทนานั้น 

ถ้าเธอเสวยอทุกขมสุขเวทนา ย่อมเป็นผู้ปราศจากกิเลสเสวยอทุกขมสุขเวทนา นั้น 

ภิกษุนั้นเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด 
เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด 
ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลิน จักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน อาศัยน้ำมันและไส้จึงโพลงอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ประทีปนั้นไม่มีเชื้อพึงดับไป ฉันใด 
ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด 
ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนา มีชีวิตเป็นที่สุด 
ย่อมรู้ชัดว่า เมื่อตายไป เวทนาทั้งปวงอันไม่น่าเพลิดเพลินจักเป็นความเย็นในโลกนี้ทีเดียว ฯ 

_________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๗๔ - ๓๘๑