แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไตรลักษณ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไตรลักษณ์ แสดงบทความทั้งหมด

12 กุมภาพันธ์ 2563

อนิจจสูตรที่ ๑ และที่ ๒ - ว่าด้วยความเป็นไตรลักษณ์แห่งขันธ์ ๕

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

รูปไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา. 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตน ของเรา. 
เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ จิตย่อมคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 

เวทนาไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา. 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 
เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ จิตย่อม คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 

สัญญาไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา. 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 
เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ จิตย่อม คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 

สังขารไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา. 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 
เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ จิตย่อม คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 

วิญญาณไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา. 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 
เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความจริงอย่างนี้ จิตย่อม คลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากรูปธาตุ หลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากเวทนาธาตุ หลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากสัญญาธาตุ หลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากสังขารธาตุ หลุดพ้นแล้ว จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
ถ้าจิตของภิกษุคลายกำหนัดแล้วจากวิญญาณธาตุ หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
เพราะหลุดพ้นแล้ว จิตจึงดำรงอยู่ 
เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม 
เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น 
ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๙๑ - ๙๒


ดูกรภิกษุทั้งหลาย 

รูปไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

เวทนาไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

สัญญาไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

สังขารไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา.

วิญญาณไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา เธอทั้งหลาย พึงเห็นสิ่งนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา 
นั่นไม่เป็นเรา 
นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

เมื่อเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ ทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องต้น (อดีต) ย่อมไม่มี 
เมื่อทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องต้นไม่มี ทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องปลาย (อนาคต) ย่อมไม่มี 
เมื่อทิฏฐิเป็นไปตามส่วนเบื้องปลายไม่มี ความยึดมั่นอย่างแรงกล้า ย่อมไม่มี. 
เมื่อความยึดมั่นอย่างแรงกล้าไม่มี จิตย่อมคลายกำหนัดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ย่อมหลุดพ้น จากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น. 
เพราะหลุดพ้น จิตจึงดำรงอยู่ 
เพราะดำรงอยู่ จึงยินดีพร้อม 
เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง 
เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับรอบเฉพาะตนเท่านั้น 
ภิกษุนั้น ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี.
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๙๓

11 กุมภาพันธ์ 2563

นันทิขยสูตรที่ ๑ ถึง ๔ - ว่าด้วยความเห็นชอบ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเห็นจักษุอันไม่เที่ยงนั่นแลว่า ไม่เที่ยง ความเห็นของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นความเห็นชอบ 
เมื่อเห็นชอบย่อมเบื่อหน่าย เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลิน 
เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน และราคะ เราจึงเรียกว่า จิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯลฯ
ภิกษุเห็นใจอันไม่เที่ยงนั่นแลว่า ไม่เที่ยง ความเห็นของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นความเห็นชอบ เมื่อเห็นชอบย่อมเบื่อหน่าย เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน จึงสิ้น ราคะเพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลิน เพราะสิ้นความเพลิดเพลินและราคะ เราจึงเรียกว่า จิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเห็นรูปอันไม่เที่ยงนั่นแลว่า ไม่เที่ยง 
ความเห็นของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นความเห็นชอบ 
เมื่อเห็นชอบย่อมเบื่อหน่าย เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลิน
เพราะสิ้นความเพลิดเพลินและราคะ เราจึง เรียกว่า จิตหลุดพ้นดีแล้ว 
ภิกษุเห็นเสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ อันไม่เที่ยงนั่นแลว่า ไม่เที่ยง 
ความเห็นของภิกษุนั้น ชื่อว่าเป็นความเห็นชอบ 
เมื่อเห็นชอบย่อมเบื่อหน่าย เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลิน 
เพราะสิ้นความ เพลิดเพลินและราคะ เราจึงเรียกว่า จิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายจงใส่ใจถึงจักษุโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งจักษุตามความเป็นจริง 
เมื่อใส่ใจถึงจักษุโดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งจักษุตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในจักษุ เพราะสิ้น ความเพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลิน 
เพราะสิ้นความ เพลิดเพลินและราคะ เราจึงเรียกว่าจิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯลฯ 
เธอทั้งหลายจงใส่ใจถึงใจ โดยอุบาย อันแยบคายและจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งใจตามความเป็นจริง 
เมื่อใส่ใจถึงใจ โดยอุบาย อันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งใจตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในใจ เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะจึงสิ้นความเพลิดเพลิน 
เพราะสิ้นความเพลิดเพลินและราคะ เราจึงเรียกว่าจิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายจงใส่ใจถึงรูปโดยอุบายอันแยบคาย และจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูปตามความเป็นจริง 
เมื่อใส่ใจถึงรูปโดยอุบายอันแยบคาย และ พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งรูปตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป เพราะสิ้นความ เพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะจึงสิ้นความเพลิดเพลิน 
เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน และราคะ เราจึงเรียกว่า จิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯลฯ 
เธอทั้งหลายจงใส่ใจถึงธรรมารมณ์โดยอุบาย อันแยบคายและจงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งธรรมารมณ์ตามความเป็นจริง 
เมื่อใส่ใจถึงธรรมารมณ์โดยอุบายอันแยบคาย และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงแห่งธรรมารมณ์ตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่ายในธรรมารมณ์ เพราะสิ้นความเพลิดเพลิน จึงสิ้นราคะ เพราะสิ้นราคะ จึงสิ้นความเพลิดเพลิน 
เพราะสิ้นความเพลิดเพลินและราคะ เราจึงเรียกว่า จิตหลุดพ้นดีแล้ว ฯ 
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๒๔๕ - ๒๔๘

18 มกราคม 2563

อรหันตสูตรที่ ๑ - ว่าด้วยพระอรหันต์เป็นผู้เลิศในโลก

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
รูปไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 

เวทนาไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา  

สัญญาไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 

สังขารไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา 

วิญญาณไม่เที่ยง 
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ 
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา 
สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นควรเห็นตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาอันชอบ อย่างนี้ว่า 
นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขาร ทั้งในวิญญาณ 
เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด 
เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น. 
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. 
ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก กว่าสัตตาวาส และภวัคคภพ. 

พระอรหันต์ทั้งหลาย มีความสุขหนอ เพราะท่านไม่มีตัณหา ตัดอัสมิมานะได้เด็ดขาด ทำลายข่ายคือโมหะได้แล้ว. 
พระอรหันต์ เหล่านั้น ถึงซึ่งความไม่หวั่นไหว มีจิตไม่ขุ่นมัว ท่านเหล่านั้นไม่แปด เปื้อนแล้ว ด้วยเครื่องแปดเปื้อนคือตัณหาและทิฏฐิในโลก 
เป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีอาสวะ. 
เป็นสัตบุรุษ 
เป็นพุทธบุตร 
เป็นพุทธโอรส 
กำหนดรู้เบญจขันธ์มีสัทธรรม ๗ เป็นโคจร ควรสรรเสริญ. 
ท่านมหาวีรบุรุษ ผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ศึกษาแล้วในไตรสิกขา ละความกลัวและความขลาดได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมท่องเที่ยวไป โดย ลำดับ. 
ท่านมหานาคผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ ๑๐ ประการ มีจิตตั้งมั่น ประเสริฐสุดในโลก ท่านเหล่านั้นไม่มีตัณหา. 
มีอเสขญาณเกิดขึ้นแล้ว 
มีร่างกายนี้เป็นครั้งสุดท้าย ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ในคุณที่เป็นแก่นสารแห่ง พรหมจรรย์. 
ท่านเหล่านั้นไม่หวั่นไหวเพราะมานะ หลุดพ้นจากภพใหม่ ถึงอรหัตภูมิแล้ว ชนะเด็ดขาดแล้วในโลก. 
 ท่านเหล่านั้นไม่มีความเพลิดเพลินอยู่ในส่วนเบื้องบน ท่ามกลาง และเบื้องล่าง เป็นพุทธ ผู้ยอดเยี่ยมในโลก ย่อมบันลือสีหนาท. 
 
จบ สูตรที่ ๔.
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๕๒ - ๑๕๓

7 มกราคม 2563

อนิจจสูตร - ว่าด้วยการละความพอใจในสิ่งที่เป็นอนิจจัง

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคโปรดประทานพระวโรกาส โปรดแสดงพระธรรมเทศนา โดยสังเขป แก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว ฯลฯ มีใจมั่นคงอยู่เถิด. 

ดูกรภิกษุ 
สิ่งใดแล เป็นของไม่เที่ยง เธอควรละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย. 

ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว. 

ดูกรภิกษุ 
ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารได้อย่างไร เล่า?

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นของไม่เที่ยง ข้าพระองค์ควรละความพอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี พระภาคตรัสแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้แล. 

ดีแล้วๆ ภิกษุ เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างดีแล้ว. 

ดูกรภิกษุ 
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นของไม่เที่ยง ควรละความ พอใจในสิ่งนั้นๆ เสีย. เธอพึงทราบอรรถแห่งคำที่เรากล่าวแล้วอย่างย่อ โดยพิสดารอย่างนี้เถิด ฯลฯ ก็ภิกษุนั้น ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย. 
 
จบ สูตรที่ ๔.
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๔๒