แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมถะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมถะ แสดงบทความทั้งหมด

10 เมษายน 2563

สมถสูตร - ผู้ฉลาดในวาระจิตของตน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
หากว่าภิกษุไม่เป็นผู้ฉลาดในวารจิตของผู้อื่นเมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุนั้นพึงศึกษาว่า เราจักเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เธอทั้งหลายพึงศึกษา อย่างนี้แล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเป็นผู้ฉลาดในวารจิตของตนอย่างไร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนสตรีหรือบุรุษที่เป็นหนุ่มสาว มีปรกติชอบแต่งตัว ส่องดูเงาหน้าของตนในคันฉ่องอันบริสุทธิ์หมดจด หรือในภาชนะน้ำอันใส 
ถ้าเห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ก็ย่อมพยายามกำจัดธุลีหรือจุดดำนั้นเสีย 
ถ้าไม่เห็นธุลีหรือจุดดำที่หน้านั้น ย่อมดีใจ มีความดำริอันบริบูรณ์ ด้วยเหตุนั้นแลว่า เป็นลาภของเราหนอ หน้าของเราบริสุทธิ์แล้วหนอ แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
การพิจารณาของภิกษุว่า 
เราเป็นผู้ได้ความสงบจิตภายในหรือหนอ หรือว่าไม่เป็นผู้ได้ความสงบจิตภายใน 
เราเป็นผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งหรือหนอ หรือว่าเราไม่เป็นผู้ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ 
ย่อมเป็นอุปการะมากในกุศลธรรมทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าว่าภิกษุพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า 
เราได้ความสงบจิตภายใน ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ไซร้ 
ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในความสงบจิตภายในแล้ว พึงทำความเพียรในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง 
สมัยต่อมา ภิกษุนั้นย่อมได้ความสงบจิตภายใน และได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า 
เราได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ได้ความสงบจิตภายใน ดังนี้ไซร้
ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว พึงทำความเพียรในความสงบจิตภายใน 
สมัยต่อมา ภิกษุนั้นย่อมได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง และได้ความสงบจิตภายใน 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ย่อมรู้อย่างนี้ว่า 
เราไม่ได้ความสงบจิตภายใน ไม่ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ไซร้ 
ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อได้ซึ่งกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นเทียว ฯ 
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เปรียบเหมือนบุคคลผู้มีผ้าถูกไฟไหม้หรือมีศรีษะถูกไฟไหม้ พึงทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอย สติและสัมปชัญญะให้มีประมาณยิ่ง เพื่อดับไฟไหม้ผ้าหรือไฟไหม้ศรีษะนั้นนั่นเทียว แม้ฉันใด 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุนั้นควรทำความพอใจ ความพยายาม ความอุตสาหะ ความขะมักเขม้น ความไม่ท้อถอยสติและสัมปชัญญะ ให้มีประมาณยิ่ง เพื่อได้ซึ่งกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นเทียว ฉันนั้น เหมือนกันแล ฯ 
สมัยต่อมา ภิกษุนั้นย่อมได้ความสงบจิตภายใน และได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ถ้าภิกษุพิจารณาอยู่ ย่อมรู้อย่างนี้ว่าเราได้ความสงบจิตภายใน ได้ความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง ดังนี้ไซร้ 
ภิกษุนั้นควรตั้งอยู่ในกุศลธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ แล้วพึงทำความเพียรให้ยิ่งขึ้นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งจีวรโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี 
เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบิณฑบาตโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี 
เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งเสนาสนะโดยส่วนสอง คือที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี 
เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบ้าน และนิคมโดยส่วนสองคือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี 
เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งชนบทและ ประเทศโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี 
เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบุคคลโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งจีวรโดยส่วนสองคือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 

ในจีวร ๒ อย่างนั้น 
จีวรชนิดใดภิกษุรู้ว่า เมื่อเราเสพจีวรนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป จีวรเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ 
จีวรใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพจีวรนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง จีวรเห็นปานนี้ควรเสพ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้จีวรซึ่งโดยส่วนสอง คือที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบิณฑบาตโดยส่วนสอง คือ ที่ ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ในบิณฑบาต ๒ อย่างนั้น 
บิณฑบาตใด ภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบิณฑบาตนี้แลอกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บิณฑบาตเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ
บิณฑบาตใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบิณฑบาตนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บิณฑบาตเห็นปานนี้ควรเสพ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบิณฑบาตโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มีที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งเสนาสนะโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว

ในเสนาสนะ ๒ อย่างนั้น 
เสนาสนะใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพเสนาสนะนี้แลอกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อม เสื่อมไป เสนาสนะเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ
เสนาสนะใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพเสนาสนะ นี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไปกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง เสนาสนะเห็นปานนี้ควรเสพ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งเสนาสนะโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบ้านและนิคมโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 

ในบ้านและนิคมทั้ง ๒ อย่างนั้น 
บ้านและนิคมใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบ้านและนิคมนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บ้านและนิคมเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ 
บ้านและนิคมใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบ้าน และนิคมนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บ้านและนิคมเห็นปานนี้ควร เสพ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบ้านและนิคมโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เรากล่าวแม้ซึ่งชนบทและประเทศโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 

ในชนบทและประเทศทั้ง ๒ นั้น 
ชนบทและประเทศใด ภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพชนบทและประเทศนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญ ยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป ชนบทและประเทศเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ 
ชนบทและประเทศใด ภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพชนบทและประเทศนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง ชนบทและประเทศเห็นปานนี้ควรเสพ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เรากล่าวแม้ซึ่งชนบทและประเทศโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มีที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้ กล่าวแล้ว ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เรากล่าวแม้ซึ่งบุคคลโดยส่วนสองคือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยอะไรกล่าวแล้ว 

ในบุคคลทั้ง ๒ นั้น 
บุคคลใดภิกษุพึงรู้ว่า เมื่อเราเสพบุคคลนี้แล อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป บุคคลเห็นปานนี้ไม่ควรเสพ 
บุคคลใดภิกษุพึงรู้ว่าเมื่อเราเสพบุคคลนี้แล อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง บุคคลเห็นปานนี้ควรเสพ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คำที่เรากล่าวว่า เราย่อมกล่าวแม้ซึ่งบุคคลโดยส่วนสอง คือ ที่ควรเสพก็มี ที่ไม่ควรเสพก็มี ดังนี้ เราอาศัยข้อนี้กล่าวแล้ว ฯ 

________________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๕๔

2 กุมภาพันธ์ 2563

อาคันตุกาคารสูตร - ว่าด้วยธรรมที่ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง ควรทำให้เจริญ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
คนผู้มาจากทิศบูรพาก็ดี จากทิศปัจจิมก็ดี จากทิศอุดรก็ดี จากทิศทักษิณก็ดี ย่อมพักอยู่ที่เรือนสำหรับรับแขก ถึงกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทรก็ดี ที่มาแล้วก็ย่อมพักอยู่ที่เรือนสำหรับรับแขกนั้น แม้ฉันใด 
ภิกษุเจริญอริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง 
ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? 

คือ ธรรมที่เรียกว่า อุปาทานขันธ์ ๕ 

อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน? 

คือ 
รูปูปาทานขันธ์ 
เวทนูปาทานขันธ์ 
สัญญูปาทานขันธ์ 
สังขารูปาทานขันธ์ 
วิญญาณูปาทานขันธ์ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นไฉน? 

คือ อวิชชา และภวตัณหา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? 

คือ วิชชาและวิมุติ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน? 

คือ สมถะและวิปัสสนา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ธรรมเหล่านี้ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง? 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 
ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ 
ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวาจา อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาวายามะ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ
ย่อมเจริญสัมมาสติ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ  
ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ภิกษุเมื่อเจริญอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ กระทำให้มากซึ่งอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล จึงกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงละธรรมที่ควรละด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง จึงเจริญธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.
____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๒๙๐ - ๒๙๕