แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มโน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มโน แสดงบทความทั้งหมด

9 เมษายน 2563

อัสสุตวตาสูตร - จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น 
แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง
ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอัน เป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดย ความเป็นตนหาชอบไม่ 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 
เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ 
แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด 
ร่างกายอันเป็นที่ประชุม แห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคายด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า 
เพราะเหตุดังนี้ 
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี 
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น 
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี 
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ 
คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ 
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ 
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา 
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา 
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน 
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ 
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ 
เพราะชาติเป็น ปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทว ทุกข โทมนัสและอุปายาส 
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
อนึ่ง เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับวิญญาณจึงดับ ฯลฯ 
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้  
ย่อมหน่ายแม้ในรูป 
ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา 
ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา 
ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย 
ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ 
เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น 
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว
ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ 

___________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๒๓๐ - ๒๓๔

21 มกราคม 2563

กูฏสูตรที่ ๑

ดูกรคฤหบดี 
เมื่อบุคคลไม่รักษาจิต 
แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่รักษา 
แม้วจีกรรมก็เป็นอันไม่รักษา 
แม้มโนกรรมก็เป็นอันไม่รักษา 

เมื่อเขาไม่รักษากายกรรม 
ไม่รักษาวจีกรรม 
ไม่รักษามโนกรรม 
แม้กายกรรมก็เป็นอันชุ่มแล้ว 
แม้วจีกรรมก็เป็นอันชุ่มแล้ว 
แม้มโนกรรมก็เป็นอันชุ่มแล้ว 

เมื่อเขามีกายกรรมชุ่ม 
มีวจีกรรมชุ่ม 
มีมโนกรรมชุ่ม 
แม้กายกรรมก็เป็นของเสีย 
แม้วจีกรรมก็เป็นของเสีย 
แม้มโนกรรมก็เป็นของเสีย 

เมื่อเขามีกายกรรมเสีย 
มีวจีกรรมเสีย 
มีมโนกรรมเสีย 
การตายก็ไม่ดี 
การทำกาละก็ไม่งาม 

ดูกรคฤหบดี 
เปรียบเหมือนเมื่อเรือนซึ่งมุงไว้ไม่ดี 
แม้ยอดเรือนก็เป็นอันไม่ได้รักษา แม้ไม้กลอนก็เป็นอันไม่ได้รักษา แม้ฝาเรือนก็เป็นอันไม่ได้รักษา 
แม้ยอดเรือนก็เป็นอันถูกฝนรั่วรด แม้ไม้กลอนก็เป็นอันถูกฝนรั่วรด แม้ฝาเรือนก็เป็นอันถูกฝนรั่วรด 
แม้ยอดเรือนก็เป็นของผุ แม้ไม้กลอนก็เป็นของผุ แม้ฝาเรือนก็เป็นของผุ 
ฉันใด 

ดูกรคฤหบดี 
เมื่อบุคคลไม่รักษาจิตไว้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันฯลฯ ความตายก็ไม่ดี การทำกาละก็ไม่งาม 

ดูกรคฤหบดี 
เมื่อบุคคลรักษาจิตไว้
แม้กายกรรมก็เป็นอันรักษา 
แม้วจีกรรมก็เป็นอันรักษา 
แม้มโนกรรมก็เป็นอันรักษา

เมื่อเขารักษากายกรรม รักษาวจีกรรม รักษามโนกรรม 
แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม 
แม้วจีกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม 
แม้มโนกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม  

เมื่อเขามีกายกรรมไม่ชุ่ม มีวจีกรรมไม่ชุ่ม มีมโนกรรมไม่ชุ่ม 
แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่เสีย 
แม้วจีกรรมก็เป็นอันไม่เสีย 
แม้มโนกรรมก็เป็นอันไม่เสีย 

เมื่อเขามีกายกรรมไม่เสีย มีวจีกรรมไม่เสีย มีมโนกรรมไม่เสีย 
ความตายก็ดี 
การทำกาละก็งาม

ดูกรคฤหบดี 
เปรียบเหมือนเมื่อเรือน ซึ่งมุงไว้เรียบร้อย 
แม้ยอดเรือนก็เป็นอันรักษา แม้ไม้กลอนก็เป็นอันรักษา แม้ฝาเรือนก็เป็นอันรักษา 
แม้ยอดเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ไม้กลอนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ฝาเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด 
แม้ยอดเรือนก็เป็นของไม่ผุ แม้ไม้กลอนก็เป็นของไม่ผุ แม้ฝาเรือนก็เป็นของไม่ผุ 
ฉันใด 

ดูกรคฤหบดี 
เมื่อบุคคลรักษาจิตไว้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ความตายก็ดี การทำกาละก็งาม ฯ
______________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๕๔๙

18 มกราคม 2563

อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ - จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ตลอดในกลางคืนและกลางวัน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น 
แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า 
จิตบ้าง 
มโนบ้าง 
วิญญาณบ้าง
ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า 
นั่นของเรา 
นั่นเป็นเรา 
นั่นเป็นตัวตนของเรา 
ดังนี้ ตลอดกาลช้านาน ฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดย ความเป็นตนหาชอบไม่ 

ข้อนั้นเพราะเหตุไร 

เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้าง ย่อมปรากฏ 
แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า 
จิตบ้าง 
มโนบ้าง 
วิญญาณบ้าง 
จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่ จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด 
ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า 
จิตบ้าง 
มโนบ้าง 
วิญญาณบ้าง 
จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคายด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า 
เพราะเหตุดังนี้ 
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี 
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น 
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี 
เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ 
คือ 
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ 
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ 
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา 
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา 
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน 
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ 
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ 
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทว ทุกข โทมนัส และอุปายาส 
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้
อนึ่ง 
เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ 
เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ 
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ 
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ 
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ 
เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสกปริเทว ทุกข โทมนัส และอุปายาส จึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้  
ย่อมหน่ายแม้ในรูป 
ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา 
ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา 
ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลาย 
ย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ 
เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด
เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น 
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ 

จบสูตรที่ ๑
_____________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๒๓๐ - ๒๓๔