3 เมษายน 2563

นิพพุตสูตร - นิพพานย่อมเป็นคุณชาติ อันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง

ชานุสโสณีพราหมณ์.  ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อมตรัสว่า นิพพานอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ดังนี้ 
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล นิพพานจึงเป็นคุณชาติอัน ผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้กำหนัด อันราคะครอบงำ มีจิตอันราคะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละราคะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกข์โทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็น คุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์
บุคคลผู้โกรธ อันโทสะครอบงำ มีจิตอันโทสะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวย ทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโทสะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่น ทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต  

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมาฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็น คุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
บุคคล ผู้หลง อันโมหะครอบงำ มีจิตอันโมหะกลุ้มรุมแล้ว 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนคนอื่นบ้าง 
ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองและคนอื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 
ย่อมเสวย ทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิตบ้าง 

เมื่อละโมหะได้เด็ดขาดแล้ว 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเอง 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนคนอื่น 
ย่อมไม่คิดแม้เพื่อจะเบียดเบียนตนเองและคนอื่น ทั้งสองฝ่าย 
ย่อมไม่เสวยทุกขโทมนัสที่เป็นไปทางจิต 

ดูกรพราหมณ์ 
แม้ด้วยเหตุดังกล่าวมา ฉะนี้แล นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึง รู้เฉพาะตน 

ดูกรพราหมณ์ 
ในเมื่อบุคคลนี้ 
เสวยธรรมเป็นที่สิ้นราคะอันไม่มีส่วนเหลือ 
เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโทสะอันไม่มีส่วนเหลือ เสวยธรรมเป็นที่สิ้นโมหะอันไม่มีส่วนเหลือ นิพพานย่อมเป็นคุณชาติอันผู้ได้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน ดังได้กล่าวมา แล้วแล ฯ 

ชานุสโสณีพราหมณ์. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ [พร้อมด้วยบุตร ภริยาบริษัทและอำมาตย์] ขอถึงพระองค์กับทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐ ข้อที่ ๔๙๕

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น