13 กุมภาพันธ์ 2563

โสณสูตรที่ ๑ - ว่าด้วยขันธ์ ๕ มิใช่ของเรา


ดูกรโสณะ 
ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง 

ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา 
พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยรูปอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 

ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ กว่าเขา 
พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยเวทนาอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตามความเป็นจริง.

ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ กว่าเขา 
พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยสัญญาอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตามความเป็นจริง.

ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ กว่าเขา 
พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยสังขารอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตามความเป็นจริง.

ย่อมพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ กว่าเขา 
พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือพิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยวิญญาณอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการไม่เห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 

ดูกรโสณะ 
ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง 
ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา 
ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ เลวกว่าเขา 
ด้วยรูปอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 

ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา 
ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยเวทนาอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่ อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 

ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา 
ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยสัญญาอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่ อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 
 
ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา 
ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยสังขาร อันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่ อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 

ย่อมไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา 
ไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เสมอเขา 
หรือไม่พิจารณาเห็นว่า เราเป็นผู้เลวกว่าเขา 
ด้วยวิญญาณอันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ที่เป็นดังนี้มิใช่ อื่นไกล นอกจากการเห็นธรรม ตามความเป็นจริง. 

ดูกรโสณะ 
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?
     
ส ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า

ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา? 

ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า. 

เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 
 
ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?      

ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา? 

ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า 

สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?      

ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา? 

ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า 

สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ส. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?      

ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา? 

ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า 

วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? 

ส. ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? 

ส. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. 

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะพิจารณาเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นตัวตนของเรา? 

ส. ข้อนั้นไม่ควรเลย พระเจ้าข้า. 

ดูกรโสณะ 
เพราะเหตุนั้นแล ท่านพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า 

รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ รูปทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่ เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต อยู่ในที่ไกลหรือใกล้ วิญญาณทั้งหมดนั่น ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา. 

ดูกรโสณะ 
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ 
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด 
เพราะคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น 
เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว. 
ย่อมทราบชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๙๗ - ๑๐๐

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น