ก็พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า
ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสพระดำรัสนี้ว่า ความ
เสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้
ทรงหมายเอาอะไรหนอ
ถูกแล้ว ถูกแล้ว ภิกษุ
ดูกรภิกษุ
เรากล่าวเวทนา ๓ นี้คือ
สุขเวทนา
ทุกขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนา
เรากล่าวเวทนา ๓ นี้
ดูกรภิกษุ
เรากล่าวคำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง
เป็นทุกข์ ดังนี้
ดูกรภิกษุ
ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นเองไม่เที่ยง
ดูกรภิกษุ
ก็คำนี้ว่า ความเสวยอารมณ์อย่างใด
อย่างหนึ่งเป็นทุกข์ ดังนี้ เรากล่าวหมายเอาความที่สังขารทั้งหลายนั่นแหละมีความสิ้นไป เสื่อมไป
คลายไป ดับไป แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ฯ
ดูกรภิกษุ
ก็ลำดับนั้นแล เรากล่าวความดับสนิทแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ
คือ
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ
เมื่อเข้าทุติยฌานวิตกวิจารย่อมดับ
เมื่อเข้าตติยฌาน
ปีติย่อมดับ
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับ
เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนฌาน
รูปสัญญาย่อมดับ
เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ
เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนฌาน วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ
เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน
อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับ
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ ราคะ
โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมดับ ฯ
ดูกรภิกษุ
ลำดับนั้นแล เรากล่าวความสงบแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ คือ
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมสงบ
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมสงบ ฯลฯ
เมื่อเข้าสัญญา
เวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมสงบ ราคะโทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ย่อมสงบ ฯ
ดูกรภิกษุ
ปัสสัทธิ ๖ อย่างนี้ คือ
เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมระงับ
เมื่อเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมระงับ
เมื่อเข้าตติยฌาน ปีติย่อมระงับ
เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลม
อัสสาสะปัสสาสะย่อมระงับ
เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ
โทสะ โมหะของภิกษุขีณาสพย่อมระงับ ฯ
_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๓๙๑ - ๓๙๔
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น