26 กุมภาพันธ์ 2563

จูฬปุณณมสูตร - สัตบุรุษ(คนดี)และอสัตบุรุษ(คนไม่ดี)

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ หรือไม่หนอ ฯ 

ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษไหมเล่า ฯ 

ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นก็ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ ภักดีต่ออสัตบุรุษ มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ มีการงานอย่างอสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัต บุรุษอย่างไร 
 
คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติ หลงลืม มีปัญญาทราม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ของอสัตบุรุษ ฯ
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างไร  

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติหลงลืม มีปัญญาทราม เป็นมิตร เป็นสหาย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อ ว่าเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างไร  

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความ คิดอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มักพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษ ในโลกนี้ มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร 

คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า 
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล 
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล 
สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล 
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว ไม่มี 
โลกนี้ไม่มี โลกหน้า ไม่มี 
มารดาไม่มี บิดาไม่มี 
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี  
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ฯ
 
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อสัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร 

คือ อสัตบุรุษ ในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยไม่เคารพ ให้ทานไม่ใช่ด้วยมือของตน ทำความไม่อ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างไม่เข้าใจ เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล ให้ทาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล อสัตบุรุษ ชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อสัตบุรุษนั่นแหละ  
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษอย่างนี้ 
ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  
มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้  
ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  
เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็คติของอสัตบุรุษคืออะไร 

คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ หรือไม่หนอ ฯ 

ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นเป็นฐานะที่มีได้ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
ก็สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหมเล่า ฯ 

ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถูกละ แม้ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ นั่นก็เป็นฐานะที่มีได้ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ภักดีต่อสัตบุรุษ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ มีความรู้อย่างสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ มีการงานอย่างสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างไร 

คือ สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว
 มีสติตั้งมั่น มีปัญญา 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม ของสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างไร 

คือ สัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติ ตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ ภักดีต่อสัตบุรุษ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่าง สัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้ง ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้อย่าง สัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงาน อย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไร

คือ สัตบุรุษ ในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า  
ทานที่ให้แล้ว มีผล 
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล 
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล 
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี 
มารดามี บิดามี 
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี 
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
อย่างนี้แล สัตบุรุษ ชื่อว่า เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร  

คือสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความ เห็นว่ามีผล จึงให้ทาน  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
สัตบุรุษนั่นแหละ  
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างนี้ 
ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้  
มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้  
มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ 
มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้ 
ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว  
เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ  

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็คติของสัตบุรุษคืออะไร 

คือ ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชาในมนุษย์ ฯ 

_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๑๓๐ - ๑๕๒

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น