อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
หรือไม่หนอ ฯ
ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถูกละ ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษไหมเล่า ฯ
ภิ. ข้อนี้หามิได้เลย พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถูกละ แม้ข้อที่อสัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นสัตบุรุษ
นั่นก็ไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษ ภักดีต่ออสัตบุรุษ มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ มีความรู้อย่างอสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ มีการงานอย่างอสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็อสัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัต บุรุษอย่างไร
คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ มีสุตะน้อย เกียจคร้าน มีสติ
หลงลืม มีปัญญาทราม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม
ของอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างไร
คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ มีสมณพราหมณ์ชนิดที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะมีสุตะน้อย เกียจคร้าน
มีสติหลงลืม มีปัญญาทราม เป็นมิตร เป็นสหาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อ
ว่าเป็นผู้ภักดีต่ออสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างไร
คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมคิดเบียดเบียนตนเองบ้าง คิดเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง คิดเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความ
คิดอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างไร
คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมรู้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง รู้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเอง
และผู้อื่นทั้งสองฝ่ายบ้าง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้รู้อย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างไร
คือ อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มักพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล
อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร
คือ อสัตบุรุษ
ในโลกนี้ มักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงานอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ อย่างไร
คือ
อสัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า
ทานที่ให้แล้วไม่มีผล
ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้วไม่มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว ไม่มี
โลกนี้ไม่มี โลกหน้า
ไม่มี
มารดาไม่มี บิดาไม่มี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี
สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ
ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างไร
คือ อสัตบุรุษ
ในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยไม่เคารพ ให้ทานไม่ใช่ด้วยมือของตน ทำความไม่อ่อนน้อมให้ทาน
ให้ทานอย่างไม่เข้าใจ เป็นผู้มีความเห็นว่าไร้ผล ให้ทาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล อสัตบุรุษ
ชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างอสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อสัตบุรุษนั่นแหละ
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษอย่างนี้
ภักดีต่ออสัตบุรุษอย่างนี้
มีความคิดอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
มีความรู้อย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
มีถ้อยคำอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
มีการงานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
มีความเห็นอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้
ให้ทานอย่างอสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว
เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของอสัตบุรุษ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็คติของอสัตบุรุษคืออะไร
คือ นรก หรือกำเนิดสัตว์เดียรฉาน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ หรือไม่หนอ ฯ
ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถูกละ ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นสัตบุรุษ นั่นเป็นฐานะที่มีได้
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่าผู้นี้เป็นอสัตบุรุษไหมเล่า ฯ
ภิ. รู้ พระพุทธเจ้าข้า ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ถูกละ แม้ข้อที่สัตบุรุษจะพึงรู้จักอสัตบุรุษว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ
นั่นก็เป็นฐานะที่มีได้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ ภักดีต่อสัตบุรุษ มีความคิดอย่างสัตบุรุษ มีความรู้อย่างสัตบุรุษ มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ มีการงานอย่างสัตบุรุษ มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ อย่างไร
คือ
สัตบุรุษในโลกนี้ เป็นผู้มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว
มีสติตั้งมั่น มีปัญญา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยธรรม
ของสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างไร
คือ สัตบุรุษในโลกนี้
มีสมณพราหมณ์ชนิดที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีสุตะมากมีความเพียรปรารภแล้ว มีสติ
ตั้งมั่น มีปัญญา เป็นมิตร เป็นสหาย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้
ภักดีต่อสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างไร
คือ สัตบุรุษ
ในโลกนี้ ย่อมไม่คิดเบียดเบียนตนเอง ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่คิดเบียดเบียนทั้งตนเอง
และผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความคิดอย่าง
สัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างไร
คือ สัตบุรุษ
ในโลกนี้ ย่อมไม่รู้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ไม่รู้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่นไม่รู้เพื่อเบียดเบียนทั้ง
ตนเองและผู้อื่นทั้งสองฝ่าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้อย่าง
สัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างไร
คือ สัตบุรุษ
ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากคำพูดส่อเสียด งดเว้นจากคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างไร
คือ สัตบุรุษ
ในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล สัตบุรุษชื่อว่าเป็นผู้มีการงาน อย่างสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษเป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างไร
คือ สัตบุรุษ
ในโลกนี้ เป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า
ทานที่ให้แล้ว มีผล
ยัญที่บูชาแล้ว มีผล
สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล
ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่ว มีอยู่
โลกนี้มี โลกหน้ามี
มารดามี บิดามี
สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกมีอยู่
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แล สัตบุรุษ
ชื่อว่า เป็นผู้มีความเห็นอย่างสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างไร
คือสัตบุรุษในโลกนี้ ย่อมให้ทานโดยเคารพ ทำความอ่อนน้อมให้ทาน ให้ทานอย่างบริสุทธิ์ เป็นผู้มีความ
เห็นว่ามีผล จึงให้ทาน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อย่างนี้แลสัตบุรุษชื่อว่าย่อมให้ทานอย่างสัตบุรุษ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
สัตบุรุษนั่นแหละ
เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมของสัตบุรุษ
อย่างนี้
ภักดีต่อสัตบุรุษอย่างนี้
มีความคิดอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
มีความรู้อย่างสัตบุรุษอย่างนี้
มีถ้อยคำอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
มีการงานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
มีความเห็นอย่างสัตบุรุษอย่างนี้
ให้ทานอย่างสัตบุรุษอย่างนี้แล้ว
เมื่อตายไป ย่อมบังเกิดในคติของสัตบุรุษ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็คติของสัตบุรุษคืออะไร
คือ ความเป็นผู้มีตนควรบูชาในเทวดา หรือความเป็นผู้มีตนควรบูชาในมนุษย์ ฯ
_______________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔ ข้อที่ ๑๓๐ - ๑๕๒
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น