15 กุมภาพันธ์ 2563

อิจฉานังคลสูตร - ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถ้าพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกจะพึงถามเธอ ทั้งหลายอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมอยู่จำพรรษาด้วยวิหารธรรมข้อไหนมาก เธอทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงตอบพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกนั้นอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอยู่จำพรรษาด้วยสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติมาก.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
เรามีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า 
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว 
เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักกำหนดรู้กองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมรู้ชัดว่า เราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุข หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตสังขาร หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักระงับจิตสังขาร หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักระงับจิตสังขาร หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิต หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักทำจิตให้ร่าเริง หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจออก
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักตั้งจิตมั่น หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเปลื้องจิต หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความไม่เที่ยง หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความคลายกำหนัด หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักเป็นผู้ตามพิจารณาความดับกิเลส หายใจเข้า
ย่อมรู้ชัดว่า เราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืน หายใจออก 
ย่อมรู้ชัดว่าเราจักพิจารณาเห็นโดยความสละคืนหายใจเข้า.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุเมื่อจะกล่าวถึงสิ่งใดโดยชอบพึงกล่าวถึงสิ่งนั้นว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหมบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระตถาคตบ้าง ดังนี้ พึงกล่าวถึงสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหมบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระตถาคตบ้าง ภิกษุเหล่าใดเป็นเสขะยังไม่บรรลุอรหัตผล ย่อมปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยมอยู่ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นอาสวะ.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุเหล่าใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ มีกิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ สิ้นสังโยชน์ เครื่องนำไปสู่ภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ก็ภิกษุเมื่อจะกล่าวถึงสิ่งใดโดยชอบ พึงกล่าวถึงสิ่งนั้นว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหมบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระตถาคตบ้าง ดังนี้ พึงกล่าวถึงสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่ ของพระอริยะบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหมบ้าง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระตถาคตบ้าง. 
_________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๑๓๖๓ - ๑๓๖๘

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น