กรรม ๔ ประการนี้ เรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง
แล้วประกาศให้ทราบ
กรรม ๔ ประการเป็นไฉน
คือ
กรรมดำมีวิบากดำก็มี
กรรมขาวมีวิบากขาวก็มี
กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็มี
กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็น
ไปเพื่อความสิ้นกรรมก็มี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็กรรมดำมีวิบากดำเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันมีความเบียดเบียน
ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารอันมีความเบียดเบียน
ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันมีความเบียดเบียน
ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน
ผัสสะอันมีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน
เขาอันผัสสะที่มีความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียน เป็นทุกข์โดยส่วนเดียว เปรียบเหมือนสัตว์นรก นี้เราเรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็กรรมขาวมีวิบากขาวเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันไม่มีความเบียดเบียน
ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารอันไม่มีความเบียดเบียน
ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันไม่มีความเบียดเบียน
ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน
ผัสสะอันไม่มีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน
เขาอันผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาอันไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียว เปรียบเหมือนเทพชั้นสุภกิณหะ นี้เราเรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็กรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้
ย่อมปรุงแต่งกายสังขารอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง
ย่อมปรุงแต่งวจีสังขารอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง
ย่อมปรุงแต่งมโนสังขารอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง
ครั้นแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง
ผัสสะอันมีความเบียดเบียนบ้างไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง
เขาอันผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างถูกต้องแล้ว ย่อมได้เสวยเวทนาอันมีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีทั้งสุขและทั้งทุกข์ระคนกัน เปรียบเหมือนมนุษย์ เทพบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวก นี้เราเรียกว่า กรรมทั้งดำทั้งขาว มีวิบากทั้งดำทั้งขาว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ก็กรรมไม่ดำไม่ขาวมีวิบากไม่ดำไม่ขาวย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
เป็นไฉน
เจตนาใดเพื่อละกรรมดำอันมีวิบากดำในบรรดากรรมเหล่านั้นก็ดี
เจตนาใดเพื่อละกรรมขาวอันมีวิบากขาวก็ดี
เจตนาใดเพื่อละกรรมทั้งดำทั้งขาวมีวิบากทั้งดำทั้งขาวก็ดี
นี้เราเรียกว่า กรรมไม่ดำไม่ขาว มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
กรรม ๔
ประการนี้แลเรากระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศให้ทราบ ฯ
___________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๑ ข้อที่ ๒๓๓
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น