9 มกราคม 2563

สีหสูตร - ว่าด้วยอุปมาพระพุทธเจ้ากับพญาราชสีห์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พญาสีหมฤคราช เวลาเย็นออกจากที่อาศัยแล้ว เหยียดกายแล้ว. เหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบแล้ว บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วออกเดินไปเพื่อหากิน. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พวกสัตว์ดิรัจฉานทุกหมู่เหล่าได้ยินเสียงพญาสีหมฤคราช บันลือสีหนาทอยู่ โดยมากย่อมถึงความกลัว ความตกใจ และความสะดุ้ง จำพวกที่อาศัยอยู่ ในรู ย่อมเข้ารู จำพวกที่อาศัยอยู่ในน้ำ ย่อมดำน้ำ จำพวกที่อาศัยอยู่ในป่า ย่อมเข้าป่า จำพวกปักษี ย่อมบินขึ้นสู่อากาศ. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ถึงพระยาช้างทั้งหลายของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถูกผูกด้วยเครื่องผูก คือ เชือกหนังอันมั่นคง ในคามนิคมและราชธานี ก็สลัดทำลายเครื่อง ผูกเหล่านั้นจนขาด กลัวจนมูตรคูถไหล หนีเตลิดไป. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
พญาสีหมฤคราช มีฤทธิ์ศักดานุภาพยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย เช่นนี้แล. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว 
ทรงรู้แจ้งซึ่งโลก 
ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า 
ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย 
ทรงเบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เสด็จอุบัติขึ้นในโลก 
พระองค์ทรงแสดงธรรมว่า 
รูปเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งรูป เป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ 
เวทนาเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งเวทนา เป็นดังนี้ ความดับแห่งเวทนาเป็นดังนี้  
สัญญาเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งสัญญา เป็นดังนี้ ความดับแห่งสัญญาเป็นดังนี้  
สังขารเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งสังขาร เป็นดังนี้ ความดับแห่งสังขารเป็นดังนี้  
วิญญาณเป็นดังนี้ เหตุเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย  
แม้เทวดาทั้งหลายที่มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุข ซึ่งดำรงอยู่ได้นาน ในวิมานสูง ได้สดับธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้ว โดยมากต่างก็ถึงความกลัว ความสังเวช ความสะดุ้งว่า ผู้เจริญทั้งหลายได้ยินว่า 
เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ แต่ได้เข้าใจว่าเที่ยง 
เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่ยั่งยืนเลย แต่ได้เข้าใจว่ายั่งยืน 
เราทั้งหลายเป็นผู้ไม่แน่นอนเลย แต่ได้เข้าใจว่าแน่นอน 
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า ถึงพวกเราก็เป็นผู้ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน นับเนื่องแล้วในกายตน. 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย 
ตถาคต มีฤทธิ์ศักดานุภาพ ยิ่งใหญ่กว่าโลก กับทั้งเทวโลกเช่นนี้แล.

พระผู้มีพระภาค ผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ จบแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า 

เมื่อใด พระพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดา หาบุคคลเปรียบมิได้ ตรัสรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ทรงประกาศธรรมจักร คือ ความเกิดพร้อมแห่งกายตน ความดับแห่งกายตน และอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ อันให้ถึงความสงบทุกข์ แก่โลกกับทั้งเทวโลก. 
เมื่อนั้น แม้ถึงเทวดาทั้งหลาย ผู้มีอายุยืน มีวรรณะ มียศก็กลัว ถึงความสะดุ้งว่า ท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเราไม่เที่ยง ไม่ล่วงพ้นกายตนไปได้ ดังนี้ เพราะได้สดับถ้อยคำของพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น ผู้คงที่ เหมือนหมู่มฤค สะดุ้งต่อพญาสีหมฤคราชฉะนั้น. 

จบ สูตรที่ ๖.
_______________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๗ ข้อที่ ๑๕๕ - ๑๕๗

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น