8 กรกฎาคม 2563

กัจจานโคตตสูตร - ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง

กัจจานะ. พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ
ดูกรกัจจานะ
โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑
 
ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี
เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี
โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส
แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ
พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย
ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ
ดูกรกัจจานะ
ส่วนสุดข้อที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่
ส่วนสุดข้อที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี
ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นว่า
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ 
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป  
เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ  
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ  
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา 
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา  
เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน 
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ 
เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ  
เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ 
เพราะวิญญาณดับ นามรูปจึงดับ 
เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ 
เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ 
เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ 
เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ 
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ 
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ 
เพราะชาติดับ ชราและมรณะ โสก ปริเทว ทุกข โทมนัส และอุปายาส จึงดับ
ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้

_____________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๖ ข้อที่ ๔๒ - ๔๔