16 กรกฎาคม 2563

ปัคคัยหสูตรที่ ๑ - พระอริยะเจ้า เห็นการดับสักกายะ (รูปารมณ์เป็นต้นที่บุคคลถือว่าเป็นของตน) ว่าเป็นสุข

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เทวดาและมนุษย์เป็นผู้มีรูปเป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในรูป เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในรูป เพราะรูปแปรปรวน คลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์
เทวดาและมนุษย์เป็นผู้มีเสียงเป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในเสียง เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในเสียง เพราะเสียงแปรปรวน คลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์
เป็นผู้มีกลิ่นเป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในกลิ่น เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในกลิ่น เพราะกลิ่นแปรปรวน คลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์
เป็นผู้มีรสเป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในรส เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในรส เพราะรสแปรปรวน คลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์
เป็นผู้มีโผฏฐัพพะเป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในโผฏฐัพพะ เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในโผฏฐัพพะ เพราะโผฏฐัพพะแปรปรวน คลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์
เป็นผู้มีธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในธรรมารมณ์ เพราะธรรมารมณ์แปรปรวน คลายไปและดับไป เทวดาและมนุษย์ย่อมอยู่เป็นทุกข์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ส่วนตถาคต ผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูปทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ไม่เป็นผู้มีรูปเป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในรูป ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในรูป เพราะรูปแปรปรวน คลายไปและดับไป ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 
ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งเสียงทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ไม่เป็นผู้มีเสียงเป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในเสียง ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในเสียง เพราะเสียงแปรปรวน คลายไปและดับไป ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข
 
ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งกลิ่นทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ไม่เป็นผู้มีกลิ่นเป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในกลิ่น ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในกลิ่น เพราะกลิ่นแปรปรวน คลายไปและดับไป ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข
.
ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งรสทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ไม่เป็นผู้มีรสเป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในรส ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในรส เพราะรสแปรปรวน คลายไปและดับไป ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข
ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งโผฏฐัพพะทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ไม่เป็นผู้มีโผฏฐัพพะเป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในโผฏฐัพพะ ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในโผฏฐัพพะ เพราะโผฏฐัพพะแปรปรวน คลายไปและดับไป ตถาคตย่อมอยู่เป็นสุข 

ตถาคตผู้เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ รู้แจ้งแล้วซึ่งความเกิดขึ้น ความดับไป คุณ โทษและอุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งธรรมารมณ์ ตามความเป็นจริง ย่อมไม่เป็นผู้มีธรรมารมณ์เป็นที่มายินดี ไม่เป็นผู้ยินดีแล้วในธรรมารมณ์ ไม่เป็นผู้เพลิดเพลินแล้วในธรรมารมณ์ เพราะธรรมารมณ์แปรปรวนไป คลายไปและดับไป ตถาคตก็ย่อมอยู่เป็นสุข ฯ
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ทั้งสิ้น อันน่าปรารถนา น่าใคร่และน่าพอใจ ที่กล่าวกันว่ามีอยู่ประมาณเท่าใด
รูปารมณ์เป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล เป็นสิ่งอันชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก สมมติว่าเป็นสุข
ถ้าว่ารูปารมณ์เป็นต้นเหล่านั้นดับไปในที่ใด
ที่นั้น เทวดา และมนุษย์เหล่านั้นสมมติว่าเป็นทุกข์

ส่วนว่าพระอริยะเจ้าทั้งหลาย เห็นการดับสักกายะ (รูปารมณ์เป็นต้นที่บุคคลถือว่าเป็นของตน) ว่าเป็นสุข

การเห็นของพระอริยะเจ้าทั้งหลายผู้เห็นอยู่นี้ ย่อมเป็นข้าศึกกับชาวโลกทั้งปวง
บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่าเป็นสุข
พระอริยะเจ้าทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์ บุคคลเหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่าเป็นทุกข์
พระอริยะเจ้าทั้งหลายรู้แจ้งสิ่งนั้นว่าเป็นสุข
เธอจงเห็นธรรมที่รู้ได้ยาก
คนพาลผู้หลง ไม่รู้แจ้งในนิพพานนี้ ความมืดย่อมมีแก่บุคคลผู้ถูกนิวรณ์หุ้มห่อ เหมือนความมัวมนย่อมมีแก่บุคคลผู้ไม่เห็น นิพพานย่อมมีแก่สัตบุรุษ เหมือนแสงสว่างย่อมมีแก่บุคคลผู้เห็น
ชนทั้งหลายแสวงหา ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานอันมีในที่ใกล้ ธรรมนี้อันบุคคลผู้ถูกความกำหนัดในภพครอบงำ ผู้แล่นไปตามกระแสตัณหาในภพ ผู้อันบ่วงแห่งมารท่วมทับไม่ตรัสรู้ได้ง่าย
ใครหนอ เว้นจากพระอริยะเจ้าทั้งหลายแล้วย่อมควรเพื่อจะตรัสรู้นิพพานบทที่พระอริยะเจ้าทั้งหลายรู้โดยชอบ เป็นผู้ไม่มีอาสวะปรินิพพาน ฯ
 
__________________
พระไตรปิฎกไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘ ข้อที่ ๒๑๖ - ๒๑๗